เทียบให้ชัด "เหล็กกับสแตนเลส" คุณสมบัติต่างกันอย่างไร เลือกใช้อะไรดี?

อัปเดตเมื่อ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026

เทียบให้ชัด “เหล็กกับสแตนเลส” คุณสมบัติต่างกันอย่างไร เลือกใช้อะไรดี?

เหล็กกับสแตนเลสเป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง แต่มีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องคุณสมบัติ การเลือกใช้งาน และราคา บทความนี้จะเปรียบเทียบความแตกต่างที่สำคัญของวัสดุทั้งสองชนิด เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรเลือกใช้อะไรให้เหมาะกับงานของคุณ

เหล็กกับสแตนเลส ต่างกันยังไง?

แม้จะดูคล้ายกัน แต่ เหล็ก และ สแตนเลส มีคุณสมบัติและจุดประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้

เหล็กกับสแตนเลส ต่างกันยังไง?

เหล็ก (Steel) คืออะไร?

เหล็กคือโลหะผสมระหว่าง เหล็ก (Fe) กับ คาร์บอน (C) เป็นหลัก โดยอาจมีธาตุอื่น ๆ ผสมอยู่ด้วยเล็กน้อย เช่น แมงกานีส (Mn) ซิลิคอน (Si) และกำมะถัน (S) เป็นต้น คุณสมบัติที่โดดเด่นของเหล็กคือความแข็งแรงทนทาน มีความยืดหยุ่นสูง และต้นทุนการผลิตต่ำ ทำให้ถูกนำไปใช้ในงานโครงสร้างอาคาร, รถยนต์, และเครื่องจักรต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

คุณสมบัติเด่นของเหล็ก

  • ความแข็งแรงสูง เหล็กมีความสามารถในการรับแรงดึงและแรงอัดได้ดีเยี่ยม
  • ความยืดหยุ่น สามารถนำไปขึ้นรูปและดัดแปลงได้ง่าย
  • ราคาถูก เมื่อเทียบกับสแตนเลส เหล็กมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
  • ข้อเสีย เหล็กมีโอกาสเกิด สนิม ได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความชื้นและออกซิเจน ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ต้องได้รับการป้องกันด้วยการเคลือบสีหรือชุบกัลวาไนซ์

สแตนเลส (Stainless Steel) คืออะไร?

สแตนเลส หรือที่เรียกว่า เหล็กกล้าไร้สนิม เป็นโลหะผสมระหว่างเหล็กกับธาตุอื่น ๆ ที่สำคัญที่สุดคือ โครเมียม (Cr) ซึ่งต้องมีปริมาณขั้นต่ำ 10.5% ขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีธาตุนิกเกิล (Ni) และโมลิบดีนัม (Mo) ผสมอยู่ด้วย โครเมียมที่ผสมอยู่ในสแตนเลสจะทำหน้าที่สร้างชั้นฟิล์มบาง ๆ ที่มองไม่เห็น (passive layer) ขึ้นมาปกคลุมผิวโลหะ ป้องกันการเกิดสนิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณสมบัติเด่นของสแตนเลส

  • ทนทานต่อการกัดกร่อน นี่คือคุณสมบัติหลักที่ทำให้สแตนเลสเหนือกว่าเหล็กธรรมดา ชั้นฟิล์มโครเมียมช่วยป้องกันการเกิดสนิมได้อย่างดีเยี่ยม
  • ความสวยงาม มีผิวที่เงางาม ไม่ต้องทาสีหรือเคลือบผิว
  • ทนความร้อนสูง สแตนเลสบางเกรดสามารถทนอุณหภูมิได้สูงมาก
  • สุขอนามัย ทำความสะอาดง่าย ไม่สะสมสิ่งสกปรก นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอุปกรณ์ทางการแพทย์
  • ข้อเสีย สแตนเลสมีราคาแพงกว่าเหล็กมาก เนื่องจากมีส่วนผสมของธาตุราคาแพงอย่างโครเมียมและนิกเกิล

ตารางเปรียบเทียบ เหล็กกับสแตนเลส

คุณสมบัติ เหล็ก (Steel) สแตนเลส (Stainless Steel)
ส่วนประกอบหลัก เหล็ก + คาร์บอน เหล็ก + โครเมียม (ขั้นต่ำ 10.5%) + คาร์บอน + อื่น ๆ
ความทนทานต่อสนิม ต่ำมาก ต้องเคลือบผิวป้องกัน สูงมาก ไม่เกิดสนิมง่าย
ความแข็งแรง แข็งแรงมาก แต่สามารถเปราะได้ แข็งแรงและทนทาน ไม่เปราะง่าย
ราคา ถูกกว่ามาก แพงกว่ามาก
การบำรุงรักษา ต้องดูแลและเคลือบผิวเป็นประจำ ดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องเคลือบผิว
การใช้งาน โครงสร้างอาคาร, รถยนต์, เครื่องจักรหนัก เครื่องครัว, อุปกรณ์การแพทย์, ของตกแต่ง, ราวบันได, ท่อน้ำ
ลักษณะภายนอก สีเทาเข้ม มีผิวหยาบ สีเงินเงางาม, ดูสะอาดตา

สรุปได้ว่า เหล็กกับสแตนเลส ต่างกันที่ เหล็กมีความแข็งแรงสูง รับน้ำหนักได้ดี แต่ข้อเสียคือเป็นสนิมง่าย ส่วนสแตนเลสเป็นเหล็กกล้าที่ผสมโครเมียม จึงมีความทนทานต่อการกัดกร่อน ไม่เป็นสนิม ดูแลรักษาง่าย น้ำหนักเบากว่า ผิวดูสวยงาม และทนความร้อนได้ดีกว่า เพียงแต่สแตนเลสมักจะเปราะกว่าเหล็ก และมีราคาที่สูงกว่า

เหล็กกับสแตนเลส อะไรแข็งกว่ากัน

โดยทั่วไป เหล็กกล้าคาร์บอน (Carbon Steel) จะมีความแข็งและแข็งแรงกว่า สแตนเลส (Stainless Steel) เนื่องจากมีปริมาณคาร์บอนที่สูงกว่า ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งและความทนทานต่อแรงดึง อย่างไรก็ตาม สแตนเลสมีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือความสามารถในการ ทนต่อการกัดกร่อนและสนิม ที่เหนือกว่ามาก

ความแข็งและองค์ประกอบทางเคมี

  • เหล็กกล้า (Carbon Steel) ความแข็งของเหล็กขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนเป็นหลัก ยิ่งมีคาร์บอนมากเท่าไหร่ เหล็กก็จะยิ่งแข็งและทนทานต่อการสึกหรอได้ดีขึ้นเท่านั้น เหล็กกล้าคาร์บอนจึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับงานที่ต้องรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกสูง เช่น โครงสร้างอาคารและเครื่องมือตัด
  • สแตนเลส (Stainless Steel) สแตนเลสมีส่วนผสมหลักคือ โครเมียม อย่างน้อย 10.5% ซึ่งทำหน้าที่สร้างชั้นฟิล์มป้องกันการเกิดสนิม อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโครเมียมและธาตุอื่น ๆ เช่น นิกเกิล ทำให้สแตนเลสโดยรวมมีความแข็งน้อยกว่าเหล็กกล้าคาร์บอนบางประเภท แต่ก็แลกมาด้วยความทนทานต่อสนิมที่ไม่มีใครเทียบได้

เปรียบเทียบ สกรูเหล็กกับสกรูสแตนเลส

การเลือกใช้สกรูที่ทำจากเหล็กหรือสแตนเลสขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งานโดยตรง สกรูทั้งสองประเภทมีความแตกต่างที่สำคัญดังนี้

สกรูเหล็ก (Steel Screws)
  • สกรูเหล็ก (Steel Screws) มักจะผ่านกระบวนการเคลือบผิว เช่น ชุบกัลวาไนซ์, เคลือบสังกะสี (Zinc Plated) หรือเคลือบสีดำ (Black Oxide) เพื่อเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อน เนื่องจากตัวเหล็กเองเกิดสนิมได้ง่าย เหมาะสำหรับงานภายในอาคาร, งานที่รับน้ำหนักมาก และงานที่ไม่สัมผัสกับความชื้นหรือสารเคมีมากนัก ข้อดีคือมีราคาถูกและมีความแข็งแรงสูง
สกรูสแตนเลส (Stainless Steel Screws)
  • สกรูสแตนเลส (Stainless Steel Screws) มีคุณสมบัติเด่นคือทนทานต่อการเกิดสนิมได้ดีเยี่ยมโดยไม่จำเป็นต้องเคลือบผิวเพิ่มเติม เหมาะสำหรับงานกลางแจ้ง, งานที่สัมผัสกับน้ำหรือความชื้นตลอดเวลา เช่น การประกอบเฟอร์นิเจอร์ภายนอก, งานเรือ, หรืองานในบริเวณที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องน้ำและห้องครัว แม้จะมีราคาแพงกว่าสกรูเหล็ก แต่ก็คุ้มค่าในระยะยาวเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการผุกร่อน

ถ้าใครกำลังมองหาสกรูคุณภาพดี ที่ KACHA เรามีสกรูสแตนเลสเกรดมาตรฐาน แข็งแรง ทนสนิม ใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ไม่ว่าจะเป็น สกรูหัวหกเหลี่ยม ที่เหมาะกับงานโครงสร้างใหญ่ หรือจะเลือกใช้ สกรูหัวจม สำหรับงานไม้และเฟอร์นิเจอร์ให้ผิวเรียบเนียนก็ได้ และยังมี สกรูหัวกลม ที่ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับงานตกแต่งค่ะ

เลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับงานอย่างไร?

การตัดสินใจว่าจะเลือกใช้เหล็กหรือสแตนเลสขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 อย่าง สภาพแวดล้อมที่ใช้งาน, งบประมาณ และ วัตถุประสงค์ของงาน

เลือกใช้เหล็ก (Steel)

เลือกใช้เหล็ก (Steel) 

  • งานที่เน้นความแข็งแรงเป็นหลักและมีงบประมาณจำกัด เช่น โครงสร้างอาคาร เสา คาน
  • พื้นที่ใช้งานไม่สัมผัสกับความชื้นหรือสารเคมีมากนัก
  • คุณสามารถทาสีหรือเคลือบผิวเพื่อป้องกันสนิมได้
เลือกใช้สแตนเลส (Stainless Steel)

เลือกใช้สแตนเลส (Stainless Steel) 

  • งานที่ต้องสัมผัสกับความชื้น น้ำ หรือสารเคมีเป็นประจำ เช่น ราวระเบียงนอกอาคาร, อุปกรณ์ในห้องน้ำ
  • ต้องการความสวยงาม, ความสะอาด และความเงางาม เช่น เครื่องครัว, ของตกแต่ง, อุปกรณ์ในโรงพยาบาล
  • เน้นความทนทานในระยะยาวและไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อยครั้ง

โดยสรุปแล้ว เหล็ก คือตัวเลือกที่คุ้มค่าในแง่ของ ความแข็งแรงและราคา เหมาะสำหรับงานโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องการความทนทานในราคาประหยัด ส่วน สแตนเลส คือคำตอบสำหรับงานที่ต้องการ ความทนทานต่อการกัดกร่อนและความสวยงาม แม้จะมีราคาที่สูงกว่า แต่ก็คุ้มค่าในระยะยาวเนื่องจากไม่ต้องดูแลรักษามากนัก การทำความเข้าใจคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนจะช่วยให้คุณเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดนั่นเองค่ะ

เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารสำคัญ และโปรโมชั่นพิเศษมากมาย สามารถติดตามเราผ่านช่องทางต่างๆได้หลากหลายช่องทางตามด้านล่างนี้เลย