แม่เหล็ก มีกี่ชนิด อะไรบ้าง? เจาะลึกความแตกต่างและการใช้งานแต่ละชนิด

อัปเดตเมื่อ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026

แม่เหล็ก มีกี่ชนิด อะไรบ้าง? เจาะลึกความแตกต่างและการใช้งานแต่ละชนิด

รู้กันไหมเอ่ยว่า แม่เหล็ก ที่เรารู้จักกัน มีกี่ชนิด มีอะไรบ้าง แล้วมันต่างกันยังไง? หากยังไม่รู้ มาทางนี้เลยค่ะ!! บทความนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ทุกคนไปเจาะลึกชนิดของแม่เหล็กกันค่ะ เพื่อให้เราทุกคนเข้าใจถึง “แรงดึงดูด” ที่ซ่อนอยู่ในวัตถุรอบตัวเราให้มากขึ้น ว่าแล้วก็มาเริ่มทำความรู้จักกับ ชนิดของแม่เหล็ก กันเลยค่ะ!👇

แม่เหล็ก มีกี่ชนิด อะไรบ้าง?

แม่เหล็ก มี 2 ประเภทหลัก ๆ ซึ่งแบ่งตามที่มาของการเกิดอำนาจแม่เหล็ก นั่นก็คือ แม่เหล็กธรรมชาติ และ แม่เหล็กประดิษฐ์ แล้วแม่เหล็กทั้งสองกลุ่มนี้ก็มีแม่เหล็กชนิดต่าง ๆ ยิบย่อยลงไปอีก ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

1. แม่เหล็กธรรมชาติ

แม่เหล็กธรรมชาติ คือ แม่เหล็กที่ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กถาวร ไม่ต้องมีใครไปสร้างหรือไปกระตุ้นเลย เป็นแม่เหล็กชนิดแรกที่มนุษย์ค้นพบและนำมาใช้ในการประดิษฐ์ เข็มทิศ เพื่อการนำทางค่ะ

ถ้าให้อธิบายง่าย ๆ มันคือ ก้อนหินที่มีแรงดูดเหล็กอยู่ในตัว ที่เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาตินั่นแหละค่ะ มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กถาวร มีขั้วเหนือ-ใต้ และสามารถดึงดูดสารแม่เหล็กอื่น ๆ ได้ แต่โดยทั่วไปมักมีอำนาจแม่เหล็กน้อยกว่าแม่เหล็กที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นในปัจจุบัน

แม่เหล็กธรรมชาติที่พบได้บ่อยที่สุดคือแร่ชนิดหนึ่งชื่อ แมกนีไทต์ (Magnetite) ที่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีแร่ชนิดอื่นที่พบได้ตามธรรมชาติและมีคุณสมบัติแม่เหล็กอ่อน ๆ เช่น ไพโรไทต์ ซึ่งเป็นเหล็กซัลไฟด์ มีรายละเอียดดังนี้

  • แมกนีไทต์ (Magnetite) เป็นแร่เหล็กออกไซด์ที่มีองค์ประกอบเป็นสารแม่เหล็ก (Ferromagnetic Material) สามารถดูดเหล็กได้เองตามธรรมชาติ พบได้ทั่วไปในหินอัคนีและหินแปร
    • หินนำทาง (Lodestone) คือ ชิ้นส่วนของแร่ แมกนีไทต์ ที่ได้ถูกทำให้เป็นแม่เหล็กอย่างถาวรตามธรรมชาติ (เชื่อกันว่าอาจเกิดจากการถูกฟ้าผ่า หรือได้รับอิทธิพลจากสนามแม่เหล็กโลกเป็นเวลานาน) มีแรงดูดเหล็กในตัว และถูกนำมาใช้ประดิษฐ์เข็มทิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
แมกนีไทต์ (Magnetite)
  • ไพร์โรไทต์ (Pyrrhotite) เป็นแร่ซัลไฟด์ของเหล็ก (Iron Sulfide) ที่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กในธรรมชาติเช่นกัน แต่โดยทั่วไปมีความแรงน้อยกว่าแมกนีไทต์
ไพร์โรไทต์ (Pyrrhotite)

2. แม่เหล็กประดิษฐ์

ต่างจากแบบแรกเลยค่ะ! แม่เหล็กประดิษฐ์ คือ แม่เหล็กที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นมา โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้มีรูปร่างและอำนาจแม่เหล็กตามที่ต้องการ และนำไปใช้งานในหน้าที่ต่าง ๆ ที่หลากหลายมาก ๆ ตั้งแต่ของเล่น ไปจนถึงเครื่องจักรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

แม่เหล็กประดิษฐ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ แม่เหล็กถาวร (Permanence Magnetic) และ แม่เหล็กไฟฟ้า หรือ แม่เหล็กชั่วคราว (Electro Magnetic)

2.1 แม่เหล็กถาวร (Permanent Magnets)

แม่เหล็กถาวร คือ แม่เหล็กประดิษฐ์ชนิดหนึ่งที่ถูกทำให้เป็นแม่เหล็กแล้วจะ คงสภาพความเป็นแม่เหล็กไว้ได้นาน โดยไม่ต้องมีแหล่งพลังงานภายนอกใด ๆ มากระตุ้นซ้ำอีก เนื่องจากมีคุณสมบัติทางแม่เหล็กสูงในด้าน การคงสภาพ (Remanence) และ ความต้านทานการล้างอำนาจแม่เหล็ก (Coercivity) อ่านเพิ่มเติมใน แม่เหล็กถาวร คืออะไร

แล้วแม่เหล็กถาวรมีอะไรบ้าง? แม่เหล็กถาวรที่เป็นที่นิยมและใช้งานบ่อย ๆ แบ่งตามวัสดุหลัก ๆ ได้แก่ แม่เหล็กนีโอดิเมียม แม่เหล็กซาแมเรียม-โคบอลต์ แม่เหล็กเฟอร์ไรต์ และ แม่เหล็กอัลนิโค โดยมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

  • แม่เหล็กนีโอไดเมียม (Neodymium Magnet) หรือ แม่เหล็กแรงสูง เป็นแม่เหล็กหายากที่ทำจากโลหะผสมของนีโอไดเมียม (Nd), เหล็ก (Fe) และโบรอน (B) คุณสมบัติเด่นของมันคือ แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาแม่เหล็กถาวร (มีค่าพลังงานสูงสุด) มีพลังดูดมหาศาลแม้มีขนาดเล็กจิ๋วก็ตาม ถูกนำไปใช้ใน หูฟัง ลำโพงคุณภาพสูง ฮาร์ดดิสก์ มอเตอร์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง (อ่านเพิ่มเติมได้ใน แม่เหล็กนีโอไดเมียม ใช้ทำอะไร)
แม่เหล็กนีโอไดเมียม (Neodymium Magnet) หรือ แม่เหล็กแรงสูง
  • แม่เหล็กซาแมเรียม-โคบอลต์ (Samarium Cobalt Magnet) แม่เหล็กหายากอีกชนิด ทำจากซาแมเรียม (Sm) และโคบอลต์ (Co) คุณสมบัติเด่นคือ ทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดีเยี่ยม (สูงกว่านีโอไดเมียมมาก) และทนต่อการกัดกร่อนได้ดี
แม่เหล็กซาแมเรียม-โคบอลต์ (Samarium Cobalt Magnet)
  • แม่เหล็กเฟอร์ไรต์ (Ferrite Magnet) ทำจากออกไซด์ของเหล็กผสมกับแบเรียมหรือสตรอนเชียมคาร์บอเนต คุณสมบัติเด่น คือ ราคาถูกที่สุด ทนต่อการกัดกร่อนได้ดีเยี่ยม และมีความแข็งแรงปานกลาง
แม่เหล็กเฟอร์ไรต์ (Ferrite Magnet)
  • แม่เหล็กอัลนิโค (Alnico Magnet) เป็นโลหะผสมของอะลูมิเนียม (Al), นิกเกิล (Ni), และโคบอลต์ (Co) มีความเสถียรต่ออุณหภูมิสูง (รักษาคุณสมบัติแม้ร้อนจัด) แต่มีแรงดูดปานกลาง มักใช้ในเครื่องมือวัด เซ็นเซอร์ อุปกรณ์สำหรับอุณหภูมิสูง เป็นต้น
แม่เหล็กอัลนิโค (Alnico Magnet)

2.2 แม่เหล็กไฟฟ้า หรือ แม่เหล็กชั่วคราว (Electro Magnetic)

แม่เหล็กไฟฟ้า หรือที่เรียกอีกชื่อว่า แม่เหล็กชั่วคราว คือ แม่เหล็กที่อำนาจแม่เหล็กจะ เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน เท่านั้น เมื่อหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าไป อำนาจแม่เหล็กก็จะหมดไปด้วยทันที ทำให้เราสามารถควบคุมการเปิด-ปิดของอำนาจแม่เหล็กได้ตามต้องการ

แม่เหล็กไฟฟ้า หรือ แม่เหล็กชั่วคราว (Electro Magnetic)

ลองนึกภาพว่าเรามีลวดทองแดงพันรอบแท่งเหล็กอ่อนดูนะคะ เมื่อปล่อยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดนั้น แท่งเหล็กอ่อนจะกลายเป็นแม่เหล็กทันทีและสามารถดูดโลหะได้ แต่เมื่อเราหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้า อำนาจแม่เหล็กก็จะหายไป นี่แหละค่ะคือที่มาของคำว่า “แม่เหล็กชั่วคราว” เพราะมันเป็นแม่เหล็กแค่ตอนที่มีไฟฟ้าไหลผ่านเท่านั้นนั่นเอง

ส่วนประกอบแม่เหล็กไฟฟ้าพื้นฐานจะประกอบด้วย

  1. ขดลวดทองแดงตัวนำ (Coil) มักใช้ลวดทองแดงอาบน้ำยาพันเป็นรอบ ๆ ใช้สำหรับให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
  2. แกนเหล็ก (Iron Core) มักใช้เหล็กอ่อน (Soft Iron) ซึ่งเป็นสารแม่เหล็กที่ง่ายต่อการทำให้เป็นแม่เหล็กและสูญเสียอำนาจแม่เหล็กได้ง่าย ใช้ช่วยเพิ่มความแรงของสนามแม่เหล็ก
  3. แหล่งจ่ายไฟ (Power Source) ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด

ตัวอย่างการใช้งานแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ แม่เหล็กชั่วคราว 

แม่เหล็กไฟฟ้าถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการการควบคุมอำนาจแม่เหล็ก เช่น

  • มอเตอร์ (Motors) และ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generators)
  • ลำโพง (Speakers)
  • เครนแม่เหล็ก (Magnetic Cranes) สำหรับยกเศษเหล็ก
  • รีเลย์แม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Relays) ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตช์เปิด-ปิดวงจรไฟฟ้า
  • ออดไฟฟ้า (Electric Bells)

แม่เหล็กธรรมชาติ กับ แม่เหล็กประดิษฐ์ แตกต่างกันอย่างไร?

แม่เหล็กธรรมชาติ VS แม่เหล็กประดิษฐ์

ความแตกต่างระหว่างแม่เหล็กสองชนิดนี้เป็นเรื่องของที่มาและคุณสมบัติหลัก ๆ ดังนี้

คุณสมบัติ แม่เหล็กธรรมชาติ แม่เหล็กประดิษฐ์
แหล่งกำเนิด เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น แร่แมกนีไทต์ (Magnetite) หรือหินนำทาง (Lodestone) มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เหล็ก เหล็กกล้า หรือนิกเกิล ผ่านกระบวนการทำให้เป็นแม่เหล็ก
การควบคุม ควบคุมไม่ได้ ควบคุมได้ (โดยเฉพาะ แม่เหล็กไฟฟ้า)
ความแรงของสนามแม่เหล็ก มีแรงแม่เหล็กอ่อนและไม่คงที่มากนัก สามารถควบคุมหรือเพิ่มความแรงของสนามแม่เหล็กได้ตามต้องการ
ความคงทน มีอำนาจแม่เหล็กถาวร (คงที่ตามคุณสมบัติโดยธรรมชาติ) มีทั้งแบบ แม่เหล็กถาวร และ แม่เหล็กชั่วคราว
การใช้งานหลัก การนำทาง (เข็มทิศ) เทคโนโลยี, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ลำโพง, มอเตอร์

อธิบายง่าย ๆ คือ แม่เหล็กธรรมชาติ เป็นแร่ธรรมชาติที่มนุษย์เราเอามาใช้ประโยชน์ในการเดินทาง ส่วน แม่เหล็กประดิษฐ์ คือนวัตกรรมที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเองเพื่อตอบสนองความต้องการทางเทคโนโลยีที่หลากหลายกว่านั่นเอง!🧲

จะเห็นได้ว่า แม่เหล็กธรรมชาติ มอบรากฐานให้มนุษย์เราได้ใช้ในการนำทาง ในขณะที่ แม่เหล็กประดิษฐ์ ได้พัฒนาต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่ามาก โดยแบ่งตามการใช้งานเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ แม่เหล็กถาวร ที่ให้แรงดึงดูดคงที่ และ แม่เหล็กไฟฟ้า หรือ แม่เหล็กชั่วคราว ที่ให้เราควบคุมอำนาจแม่เหล็กได้ด้วยการเปิด-ปิดกระแสไฟฟ้า

ขอบคุณข้อมูลจาก 

อนุวัฒน์ จันมะโน. (2018). แม่เหล็ก และไฟฟ้า (Magnets and Electricity). จาก https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7886-2018-02-27-03-49-23

NGThai. (2019). สนามแม่เหล็กและขั้วแม่เหล็กโลก (Earth’s magnetic field and Geomagnetic poles). จาก https://ngthai.com/science/24172/magneticforce/2/

สารานุกรมออนไลน์ Britannica. (2025). Electromagnet. จาก https://www.britannica.com/science/electromagnet

เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารสำคัญ และโปรโมชั่นพิเศษมากมาย สามารถติดตามเราผ่านช่องทางต่างๆได้หลากหลายช่องทางตามด้านล่างนี้เลย