
อัปเดตเมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2026
ไฟฟ้าสถิต เกิดจากอะไร? มีวิธีป้องกันและแก้ไขอย่างไร?
ไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Discharge) ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่หลายคนพบเจออยู่บ่อย ๆ ปรากฎการณ์นี้คืออะไร? เกิดจากสาเหตุอะไร? และมีวิธีป้องกันแก้ไขได้อย่างไร? ตาม KACHA ไปหาคำตอบกัน!
ไฟฟ้าสถิต คืออะไร?
ไฟฟ้าสถิต คือ การสะสมของ ประจุไฟฟ้าบนพื้นผิวของวัตถุ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการเสียดสี การสัมผัส หรือการแยกตัวของวัสดุสองชนิด ทำให้เกิดการถ่ายเทของอิเล็กตรอน ส่งผลให้วัตถุหนึ่งมีประจุไฟฟ้ามากกว่าอีกวัตถุหนึ่ง เมื่อวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าต่างกันมาอยู่ใกล้กันหรือสัมผัสกัน ก็จะเกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตเล็ก ๆ ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ไฟฟ้าสถิต”
คำว่า “สถิต” หมายถึง การอยู่นิ่ง ๆ ประจุเหล่านี้จะเกาะอยู่บนพื้นผิวเพื่อรอจังหวะที่จะถ่ายเทออกไป เมื่อตัวเราที่มีประจุสะสมอยู่ไปสัมผัสกับวัตถุที่มีศักย์ไฟฟ้าต่างกัน (เช่น ลูกบิดประตูโลหะ หรือเพื่อนข้าง ๆ) ประจุเหล่านั้นจะพยายามวิ่งเข้าหาเพื่อสร้างความสมดุลอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นประกายไฟเล็ก ๆ หรือความรู้สึกที่คล้ายกับถูกไฟช็อตนั่นเองค่ะ
ไฟฟ้าสถิต เกิดจากอะไร?
“ไฟฟ้าสถิต” เป็นปรากฏการณ์ตัวจี๊ดที่ไม่ได้เกิดแค่จากความหนาว ตามเราไปทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าใกล้ตัวกันดีกว่าค่ะ

โดยทั่วไปวัสดุทุกชนิดมีความเป็นกลางทางไฟฟ้า คือ มีปริมาณของประจุบวกและประจุลบอย่างละเท่า ๆ กัน แต่หากวัสดุมีการขัดถู สัมผัส หรือเสียดสีซึ่งกันและกัน จะทำให้ประจุไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัสดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้า (วัสดุไม่นำไฟฟ้า) เช่น การนำลูกโป่งมาถูกับเส้นผม การสัมผัสระหว่างรองเท้าหนังและพรมเช็ดเท้า สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าทำให้วัสดุเกิดความไม่สมดุล จึงมีความพยายามถ่ายเทประจุไฟฟ้ากับวัสดุอื่นๆ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับตัวเอง
การแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้านี้เองที่เป็นสาเหตุของความรู้สึกที่คล้ายกับการถูกไฟฟ้าช็อตหรือที่เรียกว่า “ไฟฟ้าสถิต”
ไฟฟ้าสถิตต่างจากไฟดูดหรือไม่?
ไฟฟ้าสถิตต่างจากไฟดูด โดยไฟฟ้าสถิตจะเป็นประจุไฟฟ้าที่สะสมอยู่บนพื้นผิว เมื่อเราไปสัมผัสวัตถุที่มีความต่างศักย์ไฟฟ้าต่างกัน ทำให้มีการถ่ายเทประจุไฟฟ้าเกิดขึ้น ซึ่งการถ่ายเทนั้นจะเกิดขึ้นแป๊บเดียว ครั้งเดียว เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ต่างจากไฟดูดที่เกิดการไหลของประจุไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดจนกว่าจะปิดไฟหรือตัดไฟออก
ทำไมหน้าหนาวเกิดไฟฟ้าสถิตมากกว่าปกติ?
ยิ่งความชื้นต่ำมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เกิดการสะสมประจุไฟฟ้าบนผิวหนังได้ง่ายขึ้น เนื่องจากความชื้นในอากาศน้อยกว่าปกติ (Air humidity) ทำให้เกิดการสะสมประจุไฟฟ้าบนผิวหนัง ส่งผลให้หน้าหนาวมีโอกาสที่จะเกิดไฟฟ้าสถิตสูงกว่าฤดูอื่น
ตัวอย่างการเกิดไฟฟ้าสถิตในชีวิตประจำวัน
ไฟฟ้าสถิตเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถพบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน โดยมักเกิดจากการเสียดสีหรือการสัมผัสระหว่างวัตถุที่ทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้า แม้ในหลายกรณีจะเป็นเพียงไฟช็อตเล็ก ๆ ที่ไม่เป็นอันตราย แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เราเข้าใจการเกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างสถานการณ์ที่พบได้บ่อย เช่น
- เปิดประตูห้างหรือรถยนต์ เมื่อเราเดินบนพรมหรือนั่งเสียดสีกับเบาะผ้า ประจุไฟฟ้าจะสะสมที่ตัวเรา พอเอื้อมมือไปจับลูกบิดที่เป็นโลหะ ประจุเหล่านั้นก็จะกระโดดถ่ายเททันทีค่ะ
- ถอดเสื้อผ้า โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าใยสังเคราะห์หรือขนสัตว์ เมื่อถอดออกจะเกิดการเสียดสีกับผิวหนังหรือเสื้อผ้าชั้นใน ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตจนบางครั้งเห็นเป็นประกายไฟเล็ก ๆ ในที่มืด
- หวีผมแล้วผมชี้ฟู การใช้หวีพลาสติกหวีผมซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดการถ่ายเทประจุระหว่างหวีกับเส้นผม ผลที่ได้คือเส้นผมแต่ละเส้นมีประจุเหมือนกัน ทำให้ผลักกันจนชี้ฟูไม่เป็นทรงนั่นเองค่ะ
- สัมผัสตัวคนข้าง ๆ เคยไหมคะ? แค่เดินไปแตะแขนเพื่อนแล้วช็อตกันเอง นั่นเป็นเพราะคนใดคนหนึ่งสะสมประจุไว้ในตัวมากเกินไป เมื่อมาสัมผัสกันจึงเกิดการถ่ายเทเพื่อสร้างสมดุล
- หน้าจอทีวีหรือคอมพิวเตอร์ สังเกตไหมว่าทำไมฝุ่นถึงชอบเกาะหน้าจอ? นั่นเพราะหน้าจอมีไฟฟ้าสถิตดึงดูดอนุภาคฝุ่นที่มีประจุตรงข้ามให้เข้ามาเกาะติดนั่นเองค่ะ
- นำลูกโป่งมาถูกับเส้นผม กรณีนี้เป็นตัวอย่างการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่พบได้บ่อย เมื่อใช้ลูกโป่งถูกับเส้นผม จะเกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้า ทำให้ลูกโป่งสามารถดูดติดกับผนัง หรือทำให้เส้นผมชี้ฟูขึ้นได้
ไฟฟ้าสถิตอันตรายไหม?
ระดับความอันตรายของไฟฟ้าสถิตมีตั้งแต่ถูกช็อตเล็กน้อยไปจนถึงอันตรายระดับรุนแรง หากเป็นไฟฟ้าสถิตระดับต่ำที่พบได้ทั่วไป เช่น รู้สึกเหมือน ไฟช็อต เบา ๆ เวลาจับประตูในร้านสะดวกซื้อ หรือผมชี้ฟูเมื่อสัมผัสวัตถุ หากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะไม่อันตราย แต่หากไฟฟ้าสถิตที่มีระดับสูงขึ้น เช่น เกิดกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ในโรงงานหรือสถานที่ทำงานก็มีโอกาสเกิดไฟไหม้หรือระเบิดได้ นอกจากนี้การเกิดไฟฟ้าสถิตยังสามารถส่งผลกระทบทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องจักรเกิดการชำรุดได้
วิธีป้องกันและแก้ไฟฟ้าสถิต
เรามีวิธีป้องกันไฟฟ้าสถิตมาฝากทุกคน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1. กรณีที่ไฟฟ้าสถิตเกิดกับร่างกาย และ 2. กรณีที่ไฟฟ้าสถิตเกิดในสถานที่ทำงาน หรือในโรงงาน ไปดูรายละเอียดกันเลยค่ะ
กรณีที่ไฟฟ้าสถิตเกิดกับร่างกาย

- เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังด้วยการดื่มน้ำเยอะ ๆ และทาครีมบำรุงผิว พยายามอย่าให้ผิวแห้ง
- ฉีดสเปรย์ป้องกันไฟฟ้าสถิต หรือใช้เครื่องกำจัดไฟฟ้าสถิต หากพบว่ามีความเสี่ยง
- ใช้เครื่องประดับ กุญแจ แตะกับวัสดุที่จะจับ เพื่อให้ประจุไฟฟ้าถ่ายเทแล้วค่อยใช้ร่างกายสัมผัส
- ใช้แขนเสื้อหรือผ้ารองมือก่อนจับ ลูกบิดประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ หรือวัสดุที่มีความเสี่ยง
- สวมใส่เครื่องแต่งกายที่เป็นผ้าฝ้าย ใส่รองเท้าพื้นยาง ช่วยลดการไหลของประจุไฟฟ้าได้
- พยายามหลีกเลี่ยงผ้าขนสัตว์ ผ้าใยสังเคราะห์ หรือ โพลีเอสเตอร์ เพราะนำไฟฟ้าง่าย
- รักษาความชื้นสัมพัทธ์ในห้อง หรือ ความชื้นในบ้าน ให้อยู่ที่ 40-50 % สามารถวัดได้ด้วยไฮโกรมิเตอร์ (Hygrometer)
กรณีที่ไฟฟ้าสถิตเกิดในสถานที่ทำงาน หรือในโรงงาน

สำหรับการป้องกันไฟฟ้าสถิตในโรงงานอุตสากรรมที่มีเครื่องจักร อุปกรณ์ และชิ้นส่วนวัสดุที่มีโอกาสเกิดเพลิงไหม้ สามารถทำได้ ดังนี้
- การทำกราวด์ (Grounding) ถ่ายเทประจุไฟฟ้าให้มีศักดิ์เป็น 0 เท่ากับพื้นดิน หรือ จำกัดกระแสไฟฟ้าสถิตให้ไหลผ่านลงดิน เพื่อไม่ให้ประจุไฟฟ้าสถิตเกิดการสะสม
- การเชื่อมต่อฝาก (Bonding)ใช้สายไฟหรือตัวนำไฟฟ้าอื่นสำหรับเชื่อมต่อวัสดุ เพื่อให้ประจุไฟฟ้าสถิตเคลื่อนที่สะดวก อาจจะใช้บัสบาร์ที่เป็นทองแดง อะลูมิเนียมเปลือย หรือสายตัวนำหุ้มฉนวน
- การควบคุมความชื้น (Humidity) ควบคุมความชื้นในโรงงานอุตสาหกรรมให้อยู่ที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ (ไม่ควรต่ำกว่า 30%) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความชื้นอากาศมากเกินไป โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรกระดาษและสิ่งทอ
- การทำไออนไนเซชั่น (Ionizer) เป็นการสร้างทางเดินให้กับประจุลบ (อิเล็กตรอน) ที่อยู่ในอากาศ ให้สามารถถ่ายเทลงกราวด์ได้ จำเป็นมากในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าสถิตแรงดันสูง
- ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ทนต่อไฟฟ้าสถิตเท่าที่เป็นไปได้
- สลายไฟฟ้าสถิตที่เกิดขึ้น
- วิธีต่อสายดิน เพื่อถ่ายเทประจุไฟฟ้าลงดิน ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าสถิตและไฟรั่ว ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการตัดไฟอัตโนมัติหากเกิดอันตรายจากไฟลัดวงจร
- ใช้เครื่องกำจัดไฟฟ้าสถิต ให้เลือกเครื่องทำลายไฟฟ้าสถิตที่มีค่า Ion Balance ที่เหมาะสมกับการใช้งาน และมีระยะการกระจายประจุในวงกว้าง รวมถึงความรวดเร็วในการทำลายไฟฟ้าสถิต
- สวมอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าสถิต วิธีนี้เป็นการป้องกันไฟฟ้าสถิตให้กับตัวผู้ปฏิบัติงาน เช่น หมวก ถุงมือ ถุงเท้า รองเท้า สายรัดข้อมือ หรือชุดป้องกันไฟฟ้าสถิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีโอกาสเกิดไฟฟ้าสถิตสูง เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและทรัพย์สินในโรงงาน
อุปกรณ์ที่ช่วยลดหรือป้องกันไฟฟ้าสถิตในโรงงาน
เช่น
- เครื่องกำจัดไฟฟ้าสถิต (Ionizer)
- สายรัดข้อมือป้องกันไฟฟ้าสถิต
- ระบบกราวด์
- อุปกรณ์ป้องกัน ESD เช่น ใช้ แผ่นยาง ESD ซึ่งเป็น วัสดุปูพื้นผิวที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมและระบายประจุไฟฟ้าสถิต
หวังว่าบทความนี้จะทำให้หลาย ๆ คนรู้จักกับไฟฟ้าสถิตมากขึ้น ตลอดจนสามารถหาวิธีป้องกันและลดโอกาสการเกิดไฟฟ้าสถิตได้ แม้ว่าไฟฟ้าสถิตโดยทั่วไปจะไม่มีความรุนแรง แต่หากเกิดขึ้นกับเครื่องจักรหรือวัสดุในโรงงานก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดไฟไหม้หรือเครื่องจักรพังได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการ เจ้าของโรงงาน ควรศึกษาและหาวิธีป้องกันให้รัดกุม เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและสินทรัพย์ภายในบริษัท
หากคุณกำลังมองหาวิธีอัปเกรดความปลอดภัยให้พื้นที่ทำงาน KACHA พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยดูแลคุณด้วยอุปกรณ์คุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อสู้กับไฟฟ้าสถิตโดยเฉพาะ เราขอแนะนำ โต๊ะช่างอเนกประสงค์ (Workbench) รุ่นพิเศษที่มาพร้อม แผ่นยาง ESD (Electrostatic Discharge) ช่วยสลายประจุไฟฟ้าสถิตได้ทันที เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรืองานซ่อมบำรุงที่ต้องการความแม่นยำสูง ท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อเราได้ทาง LINE @kachathai หรือโทร 092-262-6250
ขอบคุณข้อมูลจาก : SupakornSafety
เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารสำคัญ และโปรโมชั่นพิเศษมากมาย สามารถติดตามเราผ่านช่องทางต่างๆได้หลากหลายช่องทางตามด้านล่างนี้เลย







