หน้าแรก > หมวดหมู่สินค้า > โซลินอยด์วาล์ว
โซลินอยด์วาล์ว
โซลินอยด์วาล์ว (Solenoid Valve) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้ระบบทำงานได้แม่นยำ รวดเร็ว และลดการควบคุมแบบ Manual เหมาะสำหรับงานที่ต้องการควบคุมของไหลอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบลมอัด ระบบรดน้ำอัตโนมัติ เครื่องบรรจุ เครื่องจักรในไลน์ผลิต รวมถึงงานควบคุมแรงดันและทิศทางการไหลในโรงงานอุตสาหกรรม
ค้นหาสินค้า
โซลินอยด์วาล์ว คืออะไร?
โซลินอยด์วาล์ว คือ วาล์วไฟฟ้าที่ใช้ควบคุมการเปิด-ปิดการไหลของน้ำ ลม น้ำมัน หรือของเหลวต่าง ๆ โดยทำงานผ่าน “ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า” เมื่อมีกระแสไฟไหลเข้า ขดลวดจะสร้างสนามแม่เหล็กเพื่อดึงแกนวาล์วให้เปิดหรือปิดอัตโนมัติ (อ่านเพิ่มเติมในบทความ โซลินอยด์วาล์ว (Solenoid Valve) คืออะไร? นำไปใช้งานอย่างไร? )
หลักการทำงานของโซลินอยด์วาล์ว
หลักการทำงานของ Solenoid Valve คือ เมื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ขดลวด จะเกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าไปดึงแกนวาล์ว (Plunger) ให้เคลื่อนที่ ส่งผลให้วาล์วเปิดหรือปิดทางเดินของของไหลได้ตามต้องการ และเมื่อหยุดจ่ายไฟ สปริงจะดันวาล์วกลับสู่ตำแหน่งเดิม
จุดเด่นของโซลินอยด์วาล์ว คือ สามารถสั่งงานได้รวดเร็ว รองรับการทำงานอัตโนมัติ และควบคุมผ่าน PLC, Timer หรือระบบ Automation ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โซลินอยด์วาล์วแบ่งออกเป็นกี่ประเภท?
โซลินอยด์วาล์ว (Solenoid Valve) สามารถแบ่งได้หลายรูปแบบตามลักษณะการทำงาน การใช้งาน และโครงสร้างของวาล์ว โดยประเภทที่นิยมแบ่งกันในงานอุตสาหกรรมและระบบนิวเมติกส์ มีดังนี้
1. แบ่งตามสถานะการทำงาน
ประเภทของโซลินอยด์วาล์วที่แบ่งตามสถานะการทำงานมี 2 ประเภท คือ โซลินอยด์วาล์วแบบปกติปิด และ โซลินอยด์วาล์วแบบปกติเปิด ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- โซลินอยด์วาล์วแบบปกติปิด Normally Closed (N/C) วาล์วจะอยู่ในสถานะ “ปิด” ตามปกติ เมื่อจ่ายไฟ วาล์วจึงเปิดให้ลมหรือของไหลผ่าน เป็นประเภทที่นิยมใช้งานมากที่สุด เพราะช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อไฟดับ
- โซลินอยด์วาล์วแบบปกติเปิด Normally Open (N/O) วาล์วจะอยู่ในสถานะ “เปิด” ตามปกติ และจะปิดเมื่อจ่ายไฟ เหมาะกับระบบที่ต้องการให้ของไหลไหลตลอดเวลา
2. แบ่งตามชนิดของของไหล
ประเภทของโซลินอยด์วาล์วที่แบ่งตามชนิดของของไหลมี 3 ประเภท คือ โซลินอยด์วาล์วลม, โซลินอยด์วาล์วน้ำ และโซลินอยด์วาล์วน้ำมัน / ก๊าซ
- โซลินอยด์วาล์วลม (Pneumatic Solenoid Valve) ใช้ควบคุมการไหลของลมในระบบนิวเมติกส์ นิยมใช้ร่วมกับกระบอกลม เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบ Automation
- โซลินอยด์วาล์วน้ำ ใช้ควบคุมการเปิด-ปิดน้ำในระบบประปา ระบบรดน้ำอัตโนมัติ และระบบกรองน้ำ
- โซลินอยด์วาล์วน้ำมัน / ก๊าซ ออกแบบให้รองรับของไหลเฉพาะประเภท เช่น น้ำมัน เชื้อเพลิง หรือก๊าซอุตสาหกรรม
3. แบ่งตามจำนวนพอร์ตและตำแหน่ง
ประเภทของโซลินอยด์วาล์วที่แบ่งตามจำนวนพอร์ตและตำแหน่ง มี 3 ประเภท คือ วาล์ว 2/2 ทาง, วาล์ว 3/2 ทาง, วาล์ว 5/2 ทาง และวาล์ว 5/3 ทาง
- วาล์ว 2/2 ทาง มี 2 พอร์ต 2 ตำแหน่ง ใช้สำหรับเปิด-ปิดการไหลทั่วไป
- วาล์ว 3/2 ทาง มี 3 พอร์ต 2 ตำแหน่ง เหมาะสำหรับควบคุมกระบอกลมทางเดียว
- วาล์ว 5/2 ทาง มี 5 พอร์ต 2 ตำแหน่ง ใช้ควบคุมกระบอกลม 2 ทาง นิยมมากในระบบนิวเมติกส์
- วาล์ว 5/3 ทาง มี 5 พอร์ต 3 ตำแหน่ง สามารถควบคุมการหยุดค้างของกระบอกลมได้
4. แบ่งตามแรงดันไฟฟ้า
ประเภทของโซลินอยด์วาล์วที่แบ่งตามแรงดันไฟฟ้า มี 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ โซลินอยด์วาล์ว 12V DC, โซลินอยด์วาล์ว 24V DC, โซลินอยด์วาล์ว 110V AC และโซลินอยด์วาล์ว 220V AC
- โซลินอยด์วาล์ว 12V DC ใช้ไฟกระแสตรง 12 โวลต์ เหมาะสำหรับงานที่ใช้แบตเตอรี่ หรือระบบไฟขนาดเล็ก เช่น รถยนต์ ระบบโซลาร์เซลล์ ตู้ควบคุมขนาดเล็ก และงาน DIY จุดเด่นคือ ปลอดภัย ใช้ไฟต่ำ และติดตั้งง่าย
- โซลินอยด์วาล์ว 24V DC เป็นรุ่นที่นิยมมากในระบบอุตสาหกรรมและงาน Automation เพราะให้การทำงานที่เสถียร ปลอดภัยกว่าระบบไฟ AC และสามารถเชื่อมต่อกับ PLC หรือระบบควบคุมอัตโนมัติได้ง่าย
- โซลินอยด์วาล์ว 110V AC ใช้ไฟบ้านมาตรฐานบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือเครื่องจักรนำเข้าบางประเภท ในประเทศไทยพบใช้งานน้อยกว่า 220V AC แต่ยังนิยมในเครื่องจักรเฉพาะทาง
- โซลินอยด์วาล์ว 220V AC เป็นรุ่นที่นิยมใช้งานทั่วไปมากที่สุดในประเทศไทย เพราะสามารถต่อเข้ากับไฟบ้านได้โดยตรง ติดตั้งง่าย เหมาะทั้งงานอุตสาหกรรม ระบบน้ำ และระบบควบคุมทั่วไป
5. แบ่งตามลักษณะการทำงานภายใน
ประเภทของโซลินอยด์วาล์วที่แบ่งตามลักษณะการทำงานภายใน มี 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
- โซลินอยด์วาล์วระบบทำงานโดยตรง (Direct Acting) เมื่อมีกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าคอยล์ สนามแม่เหล็กจะทำหน้าที่ดึงแกนวาล์ว (Plunger) ให้เปิดหรือปิดช่องทางไหลโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงดันของของไหลในระบบ
- โซลินอยด์วาล์วระบบทำงานทางอ้อม (Pilot Operated) วาล์วประเภทนี้จะไม่ได้ใช้แรงจากคอยล์ไฟฟ้าในการยกแกนวาล์วหลักโดยตรง แต่คอยล์จะทำหน้าที่เปิดช่องผ่านเล็กๆ (Pilot Hole) เพื่อให้แรงดันของของไหล (ลมหรือน้ำ) ที่สะสมอยู่ภายใน ไปช่วยดันแผ่นไดอะแฟรมหรือลูกสูบให้เปิดออก
- โซลินอยด์วาล์วระบบผสม (Semi-Direct Acting หรือ Kick-Pilot) เป็นลูกผสมที่นำข้อดีของทั้งสองระบบมารวมกัน โดยแกนวาล์วจะผูกติดกับแผ่นไดอะแฟรมหลัก เมื่อจ่ายไฟ คอยล์จะช่วยยกไดอะแฟรมขึ้นส่วนหนึ่ง และใช้แรงดันของของไหลช่วยดันเปิดอีกส่วนหนึ่ง
วิธีเลือกโซลินอยด์วาล์วให้เหมาะกับงาน
การเลือกโซลินอยด์วาล์ว (Solenoid Valve) ให้ถูกต้องและปลอดภัยกับหน้างานมากที่สุด ทางทีม KACHA เราแนะนำให้พิจารณาตาม 5 ปัจจัยสำคัญ (Buying Guide Checklist) ได้แก่ 1. เลือกจากขนาดท่อและลักษณะการต่อใช้งาน 2. เลือกจากแรงดันไฟของคอยล์ควบคุม 3. เลือกจากสภาวะแรงดันของระบบ 4. เลือกจากชนิดของของไหลและวัสดุตัวเรือนวาล์ว และ 5. เลือกจากอุณหภูมิและชนิดของซีล
1. เลือกจากขนาดท่อและลักษณะการต่อใช้งาน
- ขนาดเกลียวท่อ ต้องตรวจสอบขนาดเกลียวของท่อเดิมที่หน้างาน เช่น ขนาด 1/4 นิ้ว, 3/8 นิ้ว, 1/2 นิ้ว, 3/4 นิ้ว, 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว เพื่อให้สามารถหมุนต่อเข้ากับระบบได้อย่างพอดีและแน่นหนาป้องกันการรั่วซึม
- จำนวนทางและตำแหน่ง
- วาล์ว 2/2 ทาง (2 ทาง 2 ตำแหน่ง) นิยมใช้มากที่สุดสำหรับงานเปิด-ปิดท่อน้ำหรือท่อลมทั่วไป
- วาล์ว 5/2 หรือ 5/3 ทาง มักใช้ในระบบนิวเมติกส์อุตสาหกรรมเพื่อควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่เข้า-ออกของกระบอกลม
2. เลือกจากแรงดันไฟของคอยล์ควบคุม (Voltage)
การเลือกขนาดแรงดันไฟฟ้าของคอยล์โซลินอยด์วาล์วต้องตรงกับระบบตู้คอนโทรลหลักของหน้างาน เพื่อป้องกันคอยล์ไหม้หรือวาล์วไม่ทำงาน
- 220V AC เหมาะสำหรับระบบที่ต่อเข้ากับไฟบ้านหรือไฟโรงงานทั่วไปโดยตรง ไม่ต้องผ่านหม้อแปลงแปลงไฟ นิยมใช้ในระบบสปริงเกอร์รดน้ำต้นไม้ หรือระบบบำบัดน้ำเสีย
- 24V DC โดดเด่นเรื่องความปลอดภัยสูง มักใช้ร่วมกับระบบควบคุมอัตโนมัติอย่าง PLC ในโรงงาน เพื่อป้องกันอันตรายหากเกิดไฟรั่ว
- 12V DC เหมาะสำหรับงาน DIY ขนาดเล็ก หรือระบบที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และโซลาร์เซลล์
3. เลือกจากสภาวะแรงดันของระบบ
ต้องเลือกวาล์วที่รองรับแรงดันสูงสุดของระบบได้ และต้องดูประเภทการตอบสนองต่อแรงดัน ดังนี้
-
ระบบแรงดันต่ำ / ไม่มีแรงดัน (Direct Acting) หากหน้างานเป็นน้ำปล่อยไหลเอื่อยๆ ตามแรงโน้มถ่วงจากแทงค์น้ำชั้นบนโดยไม่มีปั๊มน้ำช่วยดัน ควรเลือกประเภท Direct Acting เพราะวาล์วสามารถเปิด-ปิดได้เองแม้แรงดันในท่อจะเป็นศูนย์
-
ระบบแรงดันสูง / มีแรงดันคงที่ (Pilot Operated) หากเป็นระบบที่มีปั๊มน้ำหรือปั๊มลมจ่ายแรงดันมาอย่างต่อเนื่องชัดเจน สามารถเลือกประเภท Pilot Operated ได้ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดพลังงานคอยล์ไฟฟ้าและรองรับท่อขนาดใหญ่ได้ดี แต่ระบบจำเป็นต้องมีแรงดันขั้นต่ำ (ตามที่สเปกกำหนด) วาล์วถึงจะยอมเปิดทำงานค่ะ
4. เลือกจากชนิดของของไหลและวัสดุตัวเรือนวาล์ว
สารที่วิ่งผ่านวาล์วเป็นตัวกำหนดความทนทาน เพื่อป้องกันไม่ให้วาล์วสึกหรอหรือเกิดการกัดกร่อนควรเลือกวัสดุที่เหมาะสม ดังนี้
-
ตัวเรือนทองเหลือง (Brass) เหมาะสำหรับ ลมสะอาด, น้ำทั่วไป และน้ำมันดีเซล/เบนซิน เป็นวัสดุที่แข็งแรงและราคาคุ้มค่าที่สุด
-
ตัวเรือนสแตนเลส (Stainless Steel – SUS304 / SUS316) เหมาะสำหรับ สารเคมี, น้ำที่มีฤทธิ์กรด-ด่าง, ระบบไอน้ำความร้อนสูง หรือกลุ่มงานอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องการมาตรฐาน Food Grade ปลอดภัยไร้สนิม
-
ตัวเรือนพลาสติก / พีวีซี (Plastic / PVC) เหมาะสำหรับ ระบบน้ำเพื่อการเกษตร หรือสารเคมีบางชนิดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนต่ำ มีข้อดีคือน้ำหนักเบาและราคาประหยัด
5. เลือกจากอุณหภูมิและชนิดของซีล
หากหน้างานต้องสัมผัสกับของไหลที่มีความร้อนสูง เช่น งานสตรีม (Steam) หรือระบบท่อส่งไอน้ำ จำเป็นต้องเลือกโซลินอยด์วาล์วที่ระบุว่าทนความร้อนสูงพิเศษ และใช้ซีล (Seal) ที่ทนความร้อนได้ดี เช่น ซีลประเภท VITON หรือ Teflon เพื่อป้องกันไม่ให้ซีลละลายหรือเสื่อมสภาพจนเกิดการรั่วซึมค่ะ
วิธีติดตั้งโซลินอยด์วาล์ว
แม้จะดูเหมือนอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่การติดตั้งจริงไม่ได้ยากมาก เพียงติดตั้งให้ถูกทิศทางและเลือกไฟให้ตรงสเปก ก็ใช้งานได้อย่างปลอดภัย
วิธีติดตั้งเบื้องต้น
- ปิดระบบน้ำหรือระบบลมก่อนติดตั้ง
- ตรวจสอบแรงดันและแรงดันไฟให้ตรงกับวาล์ว
- เช็ก “ลูกศร” บนตัววาล์ว ให้ตรงกับทิศทางการไหล
- พันเทปพันเกลียวก่อนขันติดตั้ง
- ต่อสายไฟให้ถูกขั้วตามสเปก
- ทดลองเปิดระบบและเช็กการรั่วซึม
TIP! ใครที่อยากรู้ว่าวาล์วแต่ละแบบต่างกันยังไง และเหมาะกับงานแบบไหน ลองอ่านบทความ ประเภทของวาล์ว เพิ่มเติม รับรองว่าเห็นภาพชัดขึ้นแน่นอน





