
อัปเดตเมื่อ วันที่ 28 สิงหาคม 2026
ฉนวนกันความร้อน มีกี่ประเภท? เลือกแบบไหนให้บ้านประหยัดไฟ
ฉนวนกันความร้อน มีกี่ประเภท? เลือกแบบไหนให้บ้านประหยัดไฟ
ปัญหาบ้านร้อนอบอ้าวทะลุฝ้าเพดาน เป็นเรื่องกวนใจที่คนรักบ้านหลาย ๆ คนต้องเจอในทุก ๆ ฤดู การติดตั้ง “ฉนวนกันความร้อน” จึงกลายเป็นทางออกที่ตรงจุดที่สุด ในการช่วยสกัดความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน แต่ด้วยวัสดุที่มีหลากหลายประเภท อาจทำให้เลือกใช้งานไม่ถูก บทความนี้จะพาไปไขข้อสงสัยว่าฉนวนแต่ละแบบต่างกันอย่างไร พร้อมทริกเลือกใช้ให้บ้านเย็นสบายและประหยัดไฟค่ะ
ฉนวนกันความร้อน คืออะไร?

ฉนวนกันความร้อน (Thermal Insulation) คือ วัสดุที่ทำหน้าที่สกัดกั้นและชะลอการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกไม่ให้ทะลุเข้าสู่ภายในตัวอาคาร โดยลักษณะของวัสดุมักมีน้ำหนักเบาและประกอบด้วยโพรงอากาศเล็ก ๆ จำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกักเก็บและต้านทานความร้อน นิยมนำมาติดตั้งบริเวณที่รับแสงแดดโดยตรง เช่น ใต้หลังคา ฝ้าเพดาน และผนังบ้าน
หลักการทำงานของฉนวนไม่ได้ทำให้บ้านเกิดความเย็นด้วยตัวเอง แต่เป็นการ “กันความร้อน” ไม่ให้เข้ามาสะสมในพื้นที่อยู่อาศัย เมื่อปริมาณความร้อนที่ส่งผ่านเข้ามาน้อยลง อุณหภูมิภายในห้องจึงลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกสบายตัวมากยิ่งขึ้น
ฉนวนกันความร้อนช่วยให้บ้านเย็นและประหยัดไฟได้อย่างไร?
ฉนวนกันความร้อนช่วยลดปริมาณความร้อนที่แผ่เข้ามาในบ้าน ทำให้ความร้อนสะสมภายในห้องลดลง เมื่ออุณหภูมิห้องไม่สูงจนเกินไป เครื่องปรับอากาศจึงสามารถทำความเย็นไปถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ได้เร็วขึ้น คอมเพรสเซอร์ทำงานเบาลงและตัดการทำงานตามรอบปกติ ส่งผลให้เกิดการใช้ไฟฟ้าน้อยลงและประหยัดค่าไฟได้
อย่างไรก็ตาม การประหยัดไฟไม่ได้เกิดจากการใช้ฉนวนเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ทิศทางการรับแดดของตัวบ้าน การระบายอากาศภายในห้อง ประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ (เช่น การเลือกใช้แอร์อินเวอร์เตอร์ที่เครื่องปรับอากาศ/แอร์ประหยัดไฟ) และคุณภาพการติดตั้งฉนวนที่ต้องไม่มีช่องโหว่
ฉนวนกันความร้อนมีกี่ประเภท?
ฉนวนกันความร้อนที่นิยมใช้งานในบ้านและอาคาร มีทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ ฉนวนใยแก้ว, ฉนวนใยหิน, ฉนวนประเภทโฟม , ฉนวนเยื่อกระดาษ และแผ่นสะท้อนความร้อน โดยแต่ละชนิดจะถูกออกแบบมาให้มีจุดเด่น ข้อจำกัด และรูปแบบการติดตั้งที่ต่างกัน ดังนี้
1. ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass)

ฉนวนใยแก้ว คือ ฉนวนที่ผลิตจากการหลอมแก้วและรีดเป็นเส้นใยขนาดเล็ก มักมีสีเหลืองหรือสีชมพู มีทั้งแบบม้วนและแบบแผ่น โดยส่วนใหญ่มักหุ้มด้วยแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์เพื่อช่วยสะท้อนความร้อนและป้องกันเส้นใยฟุ้งกระจาย
- จุดเด่น ต้านทานความร้อนได้ดีมาก ช่วยดูดซับเสียง ทนความร้อนได้สูง และมีราคาที่จับต้องได้
- ข้อจำกัด ไม่ทนต่อความชื้น หากโดนน้ำหรือหลังคารั่วจนวัสดุเปียกชื้น ฉนวนจะยุบตัวและเสื่อมสภาพในการกันความร้อน
- เหมาะกับ การปูบนฝ้าเพดาน หรือกรุในช่องว่างของผนังเบา
2. ฉนวนใยหิน (Rockwool)

ฉนวนใยหิน คือ ฉนวนที่ผลิตจากการหลอมหินภูเขาไฟและแร่สแลก มีลักษณะเป็นเส้นใยอัดแน่นเป็นแผ่นหรือม้วนทึบ คล้ายฉนวนใยแก้ว แต่มีความหนาแน่นสูงกว่า
- จุดเด่น มีคุณสมบัติทนไฟได้ดีเยี่ยม ไม่ลามไฟ และมีประสิทธิภาพในการป้องกันเสียงรบกวนได้ดีมาก
- ข้อจำกัด หากสัมผัสโดนผิวหนังโดยตรงอาจเกิดการระคายเคืองคันได้ และมีข้อจำกัดเรื่องการโดนน้ำคล้ายกับใยแก้ว
- เหมาะกับ อาคารที่ต้องการมาตรฐานการทนไฟสูง ผนังห้องที่ต้องการผนังกันเสียง หรือบริเวณที่ต้องการลดอุณหภูมิอย่างจริงจัง
3. ฉนวนประเภทโฟม (Foam Insulation)

ฉนวนประเภทโฟม คือ ฉนวนที่ผลิตจากพลาสติกหรือโพลีเมอร์ มีจุดเด่นเรื่องน้ำหนักเบาและการป้องกันความชื้น แบ่งออกเป็นหลายชนิด เช่น
- PU Foam (โพลียูรีเทน) กันความร้อนได้ดีเยี่ยมมาก (ค่า K ต่ำ) มักใช้วิธีฉีดพ่นใต้หลังคา ช่วยอุดรอยรั่วซึมได้ดี แต่อาจมีราคาสูง
- PE Foam (โพลีเอทิลีน) เป็นแผ่นโฟมหนานุ่ม น้ำหนักเบา ราคาประหยัด ทนความชื้นได้ดี มักติดมากับแผ่นหลังคาเมทัลชีท
- EPS / XPS Foam (โพลีสไตรีน) โฟมเนื้อแข็งที่รับน้ำหนักได้ดี มักใช้เป็นฉนวนในงานผนังหรือพื้น
- ข้อจำกัดโดยรวม โฟมบางชนิดอาจไม่ทนต่อรังสียูวีหากสัมผัสแดดโดยตรง และอาจมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าฉนวนประเภทใยแก้วหรือใยหิน
4. ฉนวนเยื่อกระดาษ (Cellulose)

ฉนวนเยื่อกระดาษ คือ ฉนวนที่ผลิตจากเยื่อกระดาษหรือไม้ที่นำมารีไซเคิล ผ่านการผสมสารเคมีเพื่อป้องกันการลุกลามไฟและป้องกันแมลง
- จุดเด่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถฉีดพ่นเข้าไปในซอกมุมหรือช่องว่างบนหลังคาที่เข้าถึงยากได้ครอบคลุม
- ข้อจำกัด การติดตั้งต้องใช้ช่างเฉพาะทางและเครื่องพ่น หากมีการซ่อมแซมฝ้าเพดาน วัสดุอาจร่วงหล่นลงมาได้
- เหมาะกับ โพรงหลังคาที่มีพื้นที่ซับซ้อน หรือฝ้าเพดานที่ต้องการการปกปิดรอยต่ออย่างแนบสนิท
5. แผ่นสะท้อนความร้อน (Radiant Barrier / Aluminum Foil)

แผ่นสะท้อนความร้อน คือ วัสดุที่มีผิวมันวาว (เช่น อลูมิเนียมฟอยล์) ทำหน้าที่ต่างจากฉนวนประเภทอื่น โดยจะเน้นการ “สะท้อน” รังสีความร้อนออกไป แทนที่จะกักเก็บความร้อนไว้ในตัววัสดุ
- จุดเด่น สะท้อนความร้อนได้สูง ไม่สะสมความร้อน น้ำหนักเบามาก และทนต่อความชื้นได้ดี
- ข้อจำกัด ไม่ได้มีคุณสมบัติในการ “ชะลอ” หรือต้านทานการนำความร้อนได้ดีเท่ากับฉนวนที่มีความหนา
- เหมาะกับ ติดตั้งใต้แผ่นกระเบื้องหลังคาโดยตรง เพื่อเป็นด่านหน้าในการสะท้อนรังสีความร้อนก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร
หมายเหตุ วัสดุก่อสร้างบางชนิด เช่น อิฐมวลเบา หรือ แผ่นยิปซัม แม้จะมีคุณสมบัติช่วยลดการถ่ายเทความร้อนได้บ้างเมื่อเทียบกับอิฐมอญทั่วไป แต่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “วัสดุฉนวนกันความร้อน” โดยตรง
เปรียบเทียบฉนวนกันความร้อนแต่ละประเภท
ตารางด้านล่างนี้เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติเบื้องต้นของฉนวนแต่ละประเภท เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปตามความหนาและสเปกของผู้ผลิต
| ประเภทฉนวน | จุดเด่น | ข้อควรระวัง | ตำแหน่งติดตั้ง |
| ใยแก้ว (Fiberglass) | คุ้มค่า กันร้อน-เสียงดี หาซื้อง่าย | ห้ามเปียกน้ำ (จะยุบตัว) | ฝ้าเพดาน / ผนัง |
| ใยหิน (Rockwool) | ทนไฟสูงสุด กันร้อน-เสียงดีเยี่ยม | ห้ามเปียกน้ำ, ราคาสูงกว่า | ฝ้าเพดาน / ผนัง |
| โฟม PU (ฉีดพ่น) | กันร้อนดีเยี่ยม ทนชื้น อุดรอยรั่ว | ราคาสูง ต้องใช้ช่างเฉพาะทาง | ใต้หลังคาเมทัลชีท |
| โฟม PE (แบบแผ่น) | น้ำหนักเบา ราคาถูก ทนความชื้น | ทนไฟและกันเสียงได้น้อย | ใต้หลังคาเมทัลชีท |
| เซลลูโลส (พ่น) | อุดรอยต่อมิดชิด วัสดุรักษ์โลก | ห้ามเปียกน้ำ ต้องใช้ช่างเฉพาะทาง | ช่องว่างใต้หลังคา |
| แผ่นฟอยล์สะท้อน | สะท้อนความร้อนได้ดี น้ำหนักเบา | ไม่ได้ชะลอความร้อนแบบฉนวนหนา | ใต้กระเบื้องหลังคา |
ค่า R-Value และค่า Thermal Conductivity คืออะไร?
ค่า R-Value คือ ค่าความต้านทานความร้อน (Thermal Resistance) ยิ่งวัสดุมีค่า R สูง ยิ่งแปลว่าสามารถต้านทานไม่ให้ความร้อนทะลุผ่านได้ดี ส่วนค่า Thermal Conductivity หรือที่มักเรียกกันว่า ค่า K (ค่าการนำความร้อน) คือความสามารถในการยอมให้ความร้อนไหลผ่าน ยิ่งมีค่า K ต่ำ ยิ่งแปลว่าวัสดุนั้นเป็นฉนวนที่ดี การพิจารณาเลือกฉนวนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ต้องดูทั้ง 2 ค่านี้ประกอบกัน
- Thermal Conductivity (ค่า K) มีหน่วยเป็น W/m·K เป็นค่าเฉพาะของตัววัสดุ วัสดุที่เป็นฉนวนที่ดีต้องมีค่า K ต่ำ
- R-Value เป็นค่าที่คำนวณมาจากค่า K และ “ความหนา” ของวัสดุ แม้ฉนวนจะมีค่า K ต่ำ (ดี) แต่ถ้ามีความหนาน้อยเกินไป ค่า R-Value รวมก็อาจจะไม่สูงพอที่จะกันความร้อน ดังนั้น การเลือกซื้อจึงควรดูที่ค่า R-Value เป็นหลัก ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งกันความร้อนได้ดี
ตารางเปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์ของการนำความร้อน (ค่า K) ของวัสดุชนิดต่าง ๆ
| วัสดุ | ค่า K (วัตต์/เมตร °C) |
| โฟมโพลียูรีเทน | 0.023 |
| โฟมแผ่น (โพลิสไตรลิน) | 0.031 |
| ฉนวนใยแก้ว | 0.035 |
| ไม้อัด | 0.123 |
| แผ่นยิปซัม | 0.191 |
| กระเบื้องแผ่นเรียบ | 0.280 |
ข้อมูลอ้างอิง คู่มือวิชาการของสถาบันวิศวกรรมความร้อน ความเย็น และระบบปรับอากาศ แห่งสหรัฐอเมริกา – ASHRAE Handbook
ฉนวนกันความร้อน แบบไหนดี?
การเลือกฉนวนกันความร้อนให้คุ้มค่า ควรเลือกวัสดุที่มีค่าต้านทานความร้อนสูง (ค่า R มาก) และค่าการนำความร้อนต่ำ (ค่า K น้อย) ควบคู่ไปกับการพิจารณางบประมาณและตำแหน่งติดตั้ง โดยสามารถเลือกตามปัญหาและรูปแบบการใช้งานจริงของบ้านได้ ดังนี้ ค่ะ
-
บ้านที่หลังคาร้อนจัด แสงแดดส่องตรง เหมาะกับการป้องกันแบบ 2 ชั้น คือติดแผ่นฟอยล์สะท้อนความร้อนใต้กระเบื้องหลังคา ร่วมกับการปูฉนวนใยแก้วหนา 3–6 นิ้ว บนฝ้าเพดาน
-
บ้านที่ต้องการทั้งกันร้อนและกันเสียง เหมาะกับฉนวน Rockwool หรือฉนวนใยแก้วความหนาแน่นสูง ที่ช่วยซับเสียงฝนตกและเสียงรบกวนภายนอกได้ดี
-
บ้านในพื้นที่ชื้นสูง หรือเสี่ยงน้ำรั่วซึม เหมาะกับฉนวนประเภทโฟม เช่น ฉีดพ่น PU Foam หรือติดแผ่น PE Foam เพราะทนความชื้นได้ดีและไม่ยุบตัวเมื่อสัมผัสน้ำ
-
บ้านที่เน้นความปลอดภัยและมาตรฐานทนไฟ เหมาะกับฉนวน Rockwool เนื่องจากเป็นวัสดุไม่ลามไฟและทนความร้อนสูง
-
ผู้ที่ต้องการความคุ้มค่า คุมงบประมาณ ฉนวนใยแก้วแบบปูบนฝ้าเพดาน หรือแผ่น PE Foam ถือเป็นตัวเลือกที่ติดตั้งง่ายและราคาเข้าถึงได้มากที่สุด
วิธีติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่ถูกต้องและปลอดภัย

การติดตั้งฉนวนกันความร้อนสามารถทำได้ทั้งในช่วงสร้างบ้านใหม่และการต่อเติมบ้านเดิม โดยวิธีติดตั้งจะแตกต่างกันไปตามประเภทของวัสดุและตำแหน่งการใช้งาน
-
การติดตั้งบนฝ้าเพดาน (สำหรับฉนวนใยแก้วแบบม้วน) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดเนื่องจากทำได้ค่อนข้างง่าย โดยเริ่มจากการเปิดช่องเซอร์วิสขึ้นไปบริเวณพื้นที่ใต้ฝ้า จากนั้นนำม้วนฉนวนปูพาดไปตามแนวโครงคร่าวให้เต็มพื้นที่ ข้อควรระวังคือต้องเว้นระยะไม่ให้ฉนวนปูทับสายไฟหรือโคมไฟดาวน์ไลท์ เพื่อป้องกันการสะสมความร้อน
-
การติดตั้งใต้แผ่นหลังคา (สำหรับแผ่นฟอยล์ หรือ โฟม PE) ต้องอาศัยการยึดแผ่นวัสดุเข้ากับโครงหลังคาหรือแปเหล็ก โดยขึงแผ่นฉนวนให้ตึงและใช้ น็อต สกรู ยึดเข้ากับโครงสร้างให้แน่นหนา การเลือกใช้น็อตและสกรูที่แข็งแรง ได้มาตรฐาน และไม่เป็นสนิม จะช่วยป้องกันปัญหางานโครงสร้างทรุดตัวและแผ่นฉนวนหย่อนคล้อยในระยะยาว
-
การติดตั้งแบบฉีดพ่น (สำหรับ PU โฟม หรือ เซลลูโลส) วิธีนี้จำเป็นต้องใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือเฉพาะทาง โดยช่างจะทำการฉีดพ่นวัสดุเข้าไปใต้พื้นผิวหลังคาหรือตามซอกผนัง ตัววัสดุจะขยายตัวเพื่ออุดรอยต่อและช่องโหว่ต่าง ๆ จนมิดชิด ช่วยป้องกันทั้งความร้อนและปัญหารั่วซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้งานช่างในบ้านสมบูรณ์แบบที่สุด อุปกรณ์ช่าง ควรถูกจัดเก็บอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรพื้นที่ด้วย ที่แขวนเครื่องมือช่าง หรือการแยกหมวดหมู่ใส่ กล่องใส่อะไหล่ เพื่อให้เป็นระเบียบ หยิบใช้งานง่าย และพร้อมสำหรับการซ่อมแซมจุดต่าง ๆ ในอนาคตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเครื่องมือหายหรือคราบสนิม สามารถตามไปดูเทคนิคดี ๆ เพิ่มเติมได้ วิธีเก็บรักษาน็อต และสกรู ให้เป็นระเบียบ ไม่ขึ้นสนิม ใช้ได้นาน
ฉนวนกันความร้อนมีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นฉนวนใยแก้ว โฟม PU เยื่อกระดาษ หรือแผ่นฟอยล์สะท้อนความร้อน ซึ่งการตัดสินใจเลือกซื้อไม่ได้ดูเพียงแค่ว่าวัสดุใดต้านความร้อนได้ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบร่วมกันหลายด้าน ทั้ง ตำแหน่งที่จะทำการติดตั้ง, ค่าต้านทานความร้อน (R-Value) และความหนา, ความทนทานต่อความชื้นและการลามไฟ, รวมถึง งบประมาณ
หากคุณกำลังเตรียมตัวติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพื่อลดอุณหภูมิในบ้าน หรือกำลังมองหาตัวช่วยดี ๆ ที่จะทำให้งานช่างและโครงสร้างบ้านของคุณแข็งแรงทนทาน ไม่ว่าจะเป็นงานยึดโครงคร่าวหลังคา หรือโครงสร้างฝ้าเพดาน สามารถเข้ามาเลือกชมอุปกรณ์ช่างคุณภาพได้เลยนะคะ Kacha (Thailand) ร้านขายน็อตสกรู สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 092-262-6250 หรือ Line @kachathai และแวะชมสินค้าจริงได้ที่โชว์รูม สาขาสาทร 658 ซอยเจริญกรุง 67 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานครค่ะ
ดูแผนที่การเดินทางได้ที่ https://maps.app.goo.gl/eD6pbepEwuxWiBLC8
เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารสำคัญ และโปรโมชั่นพิเศษมากมาย สามารถติดตามเราผ่านช่องทางต่างๆได้หลากหลายช่องทางตามด้านล่างนี้เลย







