เมื่อพูดถึงการออกแบบบ้าน หลายคนมักจะนึกถึงการตกแต่งและสร้างบ้านแบบ “มินิมอล” หรือ Minimal Style การตกแต่งบ้านที่กําลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ เป็นสไตล์การตกแต่งที่เรียบง่าย ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่มากด้วยประโยชน์ รวมไปถึงการเลือกใช้งานสิ่งต่าง ๆ ตามความจําเป็นเท่านั้น ซึ่งจะถูกจัดวางอย่างมีระเบียบเรียบร้อย มีโทนสีแบบโมโนโทนหรือสีอ่อน ๆ สร้างความสมดุล และความผ่อนนั่นเอง ❞

การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ยังนิยมที่จะจัดพื้นที่ให้มีความว่าง และดูกว้างขวาง การตกแต่งบ้านสไตล์นี้จึงเหมาะมาก ๆ สําหรับหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่รักความสงบ และชอบการตกแต่งบ้านที่เน้นความสะอาด ปลอดโปร่ง โล่งสบายเป็นอย่างยิ่ง

ตาม KACHA ไปดูกันดีกว่าว่าการมีบ้านแบบมินิมอล และวิธีการตกแต่งบ้านให้เป็นสไตล์นี้ เป็นอย่างไรบ้าง?

มินิมอล (Minimal Style) คืออะไร?

มินิมอลกลายเป็นสไตล์การแต่งบ้านยอดนิยมในยุคปัจจุบันที่เน้นให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายเป็นหลัก ด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีสีสรรฉูดฉาดมาก มีจำนวนเฟอร์นิเจอร์กับของตกแต่งไม่จำเป็นต้องเยอะ เอาแค่ที่พอดี อะไรไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใส่เข้าไปในห้อง นอกจากนี้ยังเน้นความสว่างจากแสงไฟธรรมชาติเป็นหลัก หรือใช้หลอดไฟที่มีสีสรรไม่ฉูดฉาด เน้นความเรียบง่ายในทุกองค์ประกอบ เก็บกวาดดูแลรักษาความสะอาดได้ง่าย

210428-Content-มินิมอล(Minimal-Style)-คืออะไร--ทำไมถึงนิยมในงานออกแบบ02

สไตล์การตกแต่งบ้านแบบ Minimalist ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ใช่เฉพาะแค่การตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่ยังไปในวงการโรงแรม โฮสเทล ร้านกาแฟ และร้านคาเฟ่ต่าง ๆ ก็นิยมตกแต่งด้วยสไตล์เรียบง่ายแบบนี้มากยิ่งขึ้น ด้วยความที่แก่นหลักคือ ความเรียบง่ายทำให้การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ต้องวิเคราะห์จากสถานที่ด้วยว่าควรเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์แบบไหน

ลักษณะการตกแต่งที่บ่งบอกถึงความเป็นมินิมอล

  • มีพื้นที่เหลือใช้เยอะ

ด้วยความที่สไตล์มินิมอลมีการใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น เน้นการเลือกใช้แต่ของที่จำเป็น และของตกแต่งเหล่านั้นต้องมีความเรียบง่าย ทำให้การตกแต่งสไตล์นี้ มีพื้นที่ว่างเหลืออยู่มาก คือเป็นอัตราส่วนโดยประมาณ Space 60%, Decoration 40%

  • ใช้สีน้อย ๆ หรือสีโมโนโทนในการตกแต่ง 

สไตล์มินิมอลจะใช้โทนสีในการตกแต่งไม่มากนัก และส่วนใหญ่จะเป็นสีพื้นที่ช่วยเพิ่มความสว่างให้กับห้อง โทนสีที่ใช้สำหรับบ้านสไตล์มินิมอล ควรเป็นสีออกโมโนโทนหรือสีอ่อน ๆ เช่น สีขาว, เทาอ่อน, เทาเข้ม, น้ำตาลอ่อน

  • เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่จำเป็น และมีดีไซน์เฉพาะตัว

เฟอร์นิเจอร์ในแบบมินิมอลสไตล์ ถึงแม้จะมีความเรียบ ไม่เน้นรวดลาย แต่ดีไซน์ต้องดูทันสมัย หรือมีรูปทรงที่น่าสนใจ เช่น โคมไฟเรียบ ๆ หรือดีไซน์บางเฉียบ เก้าอี้พื้น ๆ ที่ไม่มีลวดลาย แต่มีรูปทรงที่ดูมีคอนเซ็ปต์ ลดทอนความเยอะ และไม่จำเป็นให้เหลือแต่ความเรียบง่ายที่ดูโดดเด่นในแบบของตัวเอง

  • คุณภาพ สำคัญกว่าปริมาณ

การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ต้องมีระบบการจัดเก็บของที่ดี เพื่อความสะอาด และความเป็นระเบียบ เพราะฉะนั้นการออกแบบห้อง มักจะออกแบบให้ถูกซ่อนอย่างกลมกลืนไปกับอาคาร หรือเครื่องเรือน เช่น การออกแบบผนัง พื้นที่ใต้บันได หรือมุมต่าง ๆ ให้สามารถซ่อนตู้ หรือลิ้นชักเก็บของได้ โดยออกแบบหน้าบานต่าง ๆ ให้กลมกลืนไปกับผนังห้อง เป็นต้น

วิธีการตกแต่งบ้านให้เป็นสไตล์มินิมอล

  1. ตกแต่งไปทีละห้อง การจะตกแต่งบ้าน หรือห้องคอนโดทั้งหมดพร้อม ๆ กันอาจจะยากเกินไป เพราะฉะนั้น ลองเริ่มจากการตกแต่งห้องเพียงหนึ่งห้องก่อน เช่น ห้องทำงาน หรือห้องนั่งเล่น ที่คุณชอบใช้เวลาอยู่ในนั้นบ่อย ๆ ลองค่อย ๆ ตกแต่งไปทีละเล็กละน้อยจนพอใจ เสร็จแล้วใช้ห้องที่คุณเพิ่งตกแต่งเสร็จนี่แหละ เป็นแรงบันดาลใจในการตกแต่งห้องต่อ ๆ ไป
  2. เลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการทำให้ห้องสักห้องดูสวยงาม น่าอยู่ คือ เฟอร์นิเจอร์ สำหรับบ้านสไตล์มินิมอล คุณควรเริ่มจากการลดทอน (Simplify) ห้องสักห้อง ฃด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ให้น้อย น้อยในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าแทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์เหลือให้ใช้เลย ลองเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่จำเป็นจริง ๆ ทิ้งไป โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่คุณควรเลือก คือพวกเฟอร์นิเจอร์ที่ดูเรียบง่าย แต่มีดีไซน์ที่สวยงาม ในโทนสีเข้ม หรืออ่อนก็ได้แล้วแต่ความชอบ
  3. เลือกเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของที่มีประโยชน์จริง ๆ เวลาเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ให้ถามตัวเองว่าของสิ่งนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมีหรือเปล่า เช่นเดียวกับเวลาจัดบ้านใหม่ ถ้ามีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่คุณรู้สึกว่าก็อยู่ได้โดยที่ไม่มีมัน นั่นก็หมายความว่าคุณควรกำจัดมันออกไปซะ อย่าลืมว่าหัวใจสำคัญในการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล คือ การมีเฟอร์นิเจอร์ และของใช้สอยต่าง ๆ ที่มีประโยชน์และมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริง ๆ

วัสดุที่บ่งบอกถึงความเป็นมินิมอล

วัสดุที่บ่งบอกถึงความเป็น Minimal Style มีหลายอย่างด้วยกัน แต่จุดเด่นของวัสดุเหล่านั้นที่จะทำให้การตกแต่งโดยรวมออกมาเป็น Minimal คือ ต้องมีความเรียบง่าย จับไปวางตรงไหนก็ทำให้ห้องดูสบายตา ไม่โดดออกมาจากภาพรวมมากเกินไป เช่น

  • พื้นไม้ (Wood Flooring) ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ที่หาได้ง่าย ปลูกทดแทนได้ ไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำพื้นเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้สัก เป็นต้น สามารถนำมาใช้ได้ทั้งบ้านไม้ และบ้านปูน กรณีเป็นบ้านไม้ใช้วิธีตอกยึดกับคานไม้ แต่ปัจจุบันนิยมสร้างบ้านปูนกันมาก โดยทำการเทพื้นคอนกรีตก่อน จากนั้นปูพื้นไม้ทับไปอีกทีด้วยกาวสำหรับงานปูพื้น เนื้อไม้จะให้ผิวสัมผัสที่สบายเท้า สีสันอบอุ่น ดูหรูหราอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนี้ไม้เริ่มหายากจึงมีราคาที่สูงมาก บ้านที่นิยมนำไม้มาเป็นวัสดุปูพื้นจึงมักเป็นบ้านหรู Luxury หรือบ้านชาวบ้านที่นำไม้ปลูกเองในชุมชนมาใช้งาน ส่วนบ้านทั่วไปนิยมใช้วัสดุทดแทนไม้ หรือไม้เทียมนั่นเอง
  • พื้นไม้ลามิเนต คือ พื้นไม้ที่ถูกผลิตขึ้นด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยมีไม้เป็นส่วนประกอบแค่บางส่วน ในปัจจุบันพื้นประเภทนี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความทนทาน สวยงามเหมือนไม้จริง และติดตั้งง่าย อีกทั้งมีระบบล๊อกที่เชื่อมต่อระหว่างแผ่นไม้ การเปลี่ยนจากการเชื่อมต่อด้วยกาวมาเป็นการเชื่อมโดยใช้กลไกเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้การติดตั้งเป็นไปได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว

สำหรับความหนาไม้ลามิเนตที่นิยมนำไปใช้งาน จะมีความหนาตั้งแต่ 6 -12 มิลลิเมตร โดยขนาดความกว้าง x ยาว ที่นิยมนำไปใช้งาน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 195 x 1200  มิลลิเมตร และในส่วนอายุการใช้งานนั้น เกรดธรรมดาจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10-15 ปี และเกรดพรีเมี่ยม มีอายุการใช้งานเฉลี่ยมากกว่า 15 ปี ขึ้นไป

210428-Content-มินิมอล(Minimal-Style)-คืออะไร--ทำไมถึงนิยมในงานออกแบบ04
  • พลาสวูด PLASWOOD ผลิตภัณฑ์แผ่น PLASWOOD เป็นแผ่นพีวีซีชนิดแข็ง (PVC Foam Sheet) ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ทดแทนไม้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้อันมีค่าซึ่งเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ช่วยรักษาสมดุลย์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก แผ่นพลาสวูด แผ่นเรียบเอนกประสงค์ ขนาดหน้ากว้าง 1.20 เมตร และสามารถผลิตได้ความยาวสูงสุดถึง 6 เมตร มีความหนาตั้งแต่ 1-25 มิลลิเมตร เป็นผลิตภัณฑ์ PVC Foam Sheet ที่มีคุณภาพสูง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้ทดแทนการใช้ไม้ธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่าไม้ธรรมชาติ

ประเภทของแผ่นพลาสวูด แผ่นพลาสวูด คุณสมบัติของพลาสวูด สามารถแบ่งประเภทตามความแข็งของวัสดุได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1.Deca Foam ความหนาไม่เกิน10 มิลลิเมตร ผิวหน้าจะมีความอ่อนตัวไม่แข็งมาก ตัวแผ่นค่อนข้างอ่อน ใช้ที่ติดไว้โดยที่ไม่มีอะไรมากระแทรก เช่น ป้ายติดผนังภายในอาคาร
2.Ex Foam แผ่นชนิดนี้จะมีความแข็งมากกว่า Deca Foam สามารถนำมาฉลุ กับชิ้นงานตามความต้องการได้
3.Celuka Foam แผ่นประเภทนี้ มีความแข็งแรงมากขึ้นมาจากสองประเภทแรกที่ได้กล่าวถึงไป สามาถทำเป็นพื้น หรือผนังแทนไม้ได้ รับแรงกระแทรก และน้ำหนักได้ดี

  • แผ่นคริสตัลบอร์ด (Crystal Board) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ตกแต่งแทนกระจกพ่นสี (Glass Coat) ซึ่งมีปัญหาในเรื่องการหลุดล่อนของสี เนื่องจากผลิตโดยการพ่นสีลงบนกระจก แผ่นคริสตัลบอร์ดทนทานกว่าเนื่องจากตัววัสดุมีอะคริลิค 2 ชั้นแบ่งเป็นชั้นเนื้อสี และผิวหน้ามันวาว สำหรับป้องกันรอยขูดขีด น้ำหนักเบากว่ากระจกทั่วไปประมาณครึ่งหนึ่ง สามารถทนอุณภูมิได้ตั้งแต่ 77 – 95 องศาเซลเซียส ใช้ตกแต่งเคาน์เตอร์ครัว หน้าบานตู้บิ้วท์อิน (Built-in) ผนังบริเวณเตากระทะ ผนังห้องทั่วไป รวมถึงผนังห้องน้ำก็สามารถใช้ได้

สำหรับความหนาแผ่นคริสตัลบอร์ดที่นิยมนำไปใช้งาน จะมีความหนาตั้งแต่ 6 -12 มิลลิเมตร โดยขนาดความกว้าง x ยาว ที่นิยมนำไปใช้งาน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 195 x 1200  มิลลิเมตร และในส่วนอายุการใช้งานนั้น เกรดธรรมดาจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10-15 ปี และเกรดพรีเมี่ยม มีอายุการใช้งานเฉลี่ยมากกว่า 15 ปี ขึ้นไป

210428-Content-มินิมอล(Minimal-Style)-คืออะไร--ทำไมถึงนิยมในงานออกแบบ05
  • แผ่นไม้คอร์ก (Cork Finishing) นับเป็นวัสดุรักษ์โลกอย่างแท้จริง เนื่องจากการผลิตนั้น จะใช้วิธีการลอกเปลือกของต้นไม้ชั้นนอกออกมาผลิตเป็นแผ่นไม้คอร์กสำเร็จรูป ต้นไม้ที่ถูกลอกเปลือกนั้นจะไม่ตาย และมีการเจริญเติบโตต่อไป เมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 20 ปี ก็สามารถลอกเปลือกออกมาใช้งานได้อีก คุณสมบัติที่โดดเด่นของแผ่นไม้คอร์ก คือ เป็นวัสดุดูดซับเสียงสามารถใช้กรุผนังห้องซ้อมดนตรี หรือห้องนอนได้ ผิวสัมผัสสวยงาม มีกลิ่นอายสไตล์ลอฟท์
  • ระแนงไม้เทียมพลาสติกคอมโพสิต (Wood Plastic Composite Lath) หรือ WPC คือ วัสดุที่มีส่วนผสมของไม้ และพลาสติก มีทั้งหน้าตัดแบบกลวง และหน้าตัดแบบตัน ซึ่งคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ จะโดดเด่น และโน้มเอียงไปทางไหนก็จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของไม้ และพลาสติกที่นำมาผสมกันนั่นเอง โดยเฉลี่ยแล้วจะมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี
  • กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Glass หรือ T/P) หรือที่เรียกว่า กระจกอบ คือ การนำกระจกธรรมดาไปผ่านกระบวนการอบที่ความร้อนสูงประมาณ 650 องศาเซลเซียส แล้วนำมาเป่าด้วยลมแรงดันสูงให้เย็นตัวลงทันที เพื่อให้กระจกเกิดความแข็งแกร่งกว่าเดิม 3-5 เท่า ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และมีความปลอดภัยมากขึ้น

ในกรณีที่กระจกเทมเปอร์เกิดการแตกหัก จะแตกออกเป็นเม็ดคล้ายเม็ดข้าวโพด ซึ่งมีความแหลมคมไม่มาก ทำให้มีโอกาสเกิดอันตรายน้อยกว่ากระจกธรรมดา เหมาะสำหรับงานที่มีความเสี่ยงต่อการแตกร้าว และต้องการความปลอดภัยที่เกิดจากกระจกแตกร้าว (Safety)