
อัปเดตเมื่อ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026
วิธีเช็คไฟรั่ว ที่ควรรู้ไว้ก่อนเกิดอันตรายในบ้าน
ไฟรั่วเป็นปัญหาใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะบางครั้งไม่มีสัญญาณชัดเจนให้เห็นทันที แต่รู้ไหมว่าแค่ปล่อยไว้ ก็อาจเสี่ยงทั้งไฟดูด เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหาย หรือหนักสุดถึงขั้นเกิดอัคคีภัยได้เลย แล้วเราจะสังเกตได้ยังไงว่าบ้านกำลังมีไฟรั่ว? มาดู วิธีเช็กไฟรั่วในบ้าน เบื้องต้นง่าย ๆ ที่สามารถสังเกตได้ด้วยตัวเองกันเลย⚠️⚡
ไฟรั่ว คืออะไร? อันตรายแค่ไหนกับคนในบ้าน
ไฟรั่ว คือ ภาวะที่กระแสไฟฟ้าไหลออกจากวงจรหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ไปยังจุดที่ไม่ควรไหลผ่าน เช่น โครงโลหะ ผนัง พื้น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด ทำให้เมื่อเราเผลอไปสัมผัส อาจเกิดอาการไฟดูดหรือไฟช็อตได้
ไฟรั่ว อันตรายไหม?
คำตอบคือ ไฟรั่ว อันตราย แม้บางครั้งไฟรั่วจะไม่มีสัญญาณชัดเจน แต่จริง ๆ แล้วถือเป็นอันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจส่งผลได้หลายด้าน เช่น เสี่ยงเกิดไฟดูดหรือไฟช็อต ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหาย ค่าไฟสูงผิดปกติ เสี่ยงเกิดไฟไหม้ภายในบ้าน
- เสี่ยงเกิดไฟดูดหรือไฟช็อต เมื่อเกิดไฟรั่ว กระแสไฟอาจไหลไปยังโครงเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือพื้นผิวโลหะ หากสัมผัสขณะใช้งาน อาจทำให้เกิดไฟดูด ไฟช็อต และเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตได้
- ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหาย ไฟรั่วอาจทำให้วงจรภายในเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานผิดปกติ เกิดความร้อนสะสม และทำให้อุปกรณ์ชำรุดในที่สุด
- ค่าไฟสูงผิดปกติ เพราะจะมีกระแสไฟไหลออกจากระบบตลอดเวลา แม้ไม่ได้ใช้งานเต็มกำลัง ซึ่งหลายคนอาจไม่ทันสังเกต หากบ้านไหนรู้สึกว่าค่าไฟพุ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ ลองอ่านวิธี คำนวณค่าไฟ เพิ่มเติมได้เลย
- เสี่ยงเกิดไฟไหม้ภายในบ้าน ไฟรั่วอาจทำให้สายไฟหรือจุดเชื่อมต่อเกิดความร้อนสะสม หากปล่อยไว้นาน ฉนวนสายไฟอาจละลายและลุกลามจนเกิดไฟไหม้ได้
โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยง ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดอันตรายได้ง่ายกว่าปกติ
จุดไหนในบ้าน ที่เสี่ยงเกิดไฟรั่วบ่อย?
บริเวณที่มีความชื้นสูง มักเป็นจุดที่เกิดไฟรั่วได้ง่าย เช่น
- ห้องน้ำ
- ห้องครัว
- พื้นที่ซักล้าง
- บริเวณนอกบ้าน
- จุดที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้งานหนัก
สัญญาณเตือนว่า บ้านอาจกำลังมีไฟรั่ว
Kacha มีวิธีสังเกตสัญญาณเตือนว่าบ้านของเราอาจกำลังมีไฟรั่วมาฝากกัน โดยมี 6 สัญญาณ ได้แก่ จับเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วรู้สึกจี๊ด ๆ, เบรกเกอร์ตัดบ่อยผิดปกติ, ไฟกะพริบ หรือไฟตกบ่อย, มีกลิ่นไหม้จากปลั๊กหรือสายไฟ, ค่าไฟสูงผิดปกติ และมีอาการไฟดูดเวลาอยู่ใกล้น้ำหรือพื้นเปียก แล้วแต่ละสัญญาณสังเกตได้อย่างไร? ไปดูกัน
- จับเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วรู้สึกจี๊ด ๆ
หากสัมผัสตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น หรืออุปกรณ์โลหะแล้วรู้สึกเหมือนไฟดูดเบา ๆ อาจเกิดจากกระแสไฟรั่วลงที่ตัวเครื่องได้ แต่ถ้ามีอาการช็อตแรงหรือไฟดูดชัดเจน ควรหยุดใช้งานและเรียกช่างไฟตรวจสอบทันที - เบรกเกอร์ตัดบ่อยผิดปกติ
ถ้าเบรกเกอร์ชอบตัดเองทั้งที่ไม่ได้ใช้ไฟหนักมาก อาจเป็นสัญญาณว่าระบบไฟมีความผิดปกติ หรือมีไฟรั่วในวงจร - ไฟกะพริบ หรือไฟตกบ่อย
หากไฟในบ้านสว่างไม่คงที่ กะพริบบ่อย หรือไฟตกโดยไม่มีสาเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับระบบไฟที่เริ่มมีปัญหา แต่หากมีแสงสปาร์กหรือประกายไฟร่วมด้วย ควรเรียกช่างไฟมาตรวจสอบทันที - มีกลิ่นไหม้จากปลั๊กหรือสายไฟ
หากได้กลิ่นเหม็นไหม้ กลิ่นพลาสติกละลาย หรือพบรอยดำบริเวณปลั๊กและสายไฟ ควรหยุดใช้งานทันที และเรียกช่างไฟมาตรวจสอบ - ค่าไฟสูงผิดปกติ
หากไม่ได้เพิ่มการใช้ไฟ แต่ค่าไฟกลับสูงขึ้นกว่าปกติ อาจเกิดจากกระแสไฟรั่วไหล ทำให้มีการใช้ไฟโดยไม่รู้ตัว - มีอาการไฟดูดเวลาอยู่ใกล้น้ำหรือพื้นเปียก
ถ้ารู้สึกจี๊ด ๆ เวลาเปิดน้ำ จับก๊อก หรือเดินในพื้นที่เปียก อาจเกิดจากไฟรั่วร่วมกับความชื้น ซึ่งถือว่าอันตรายมาก ควรรีบตรวจสอบทันที
Kacha ขอย้ำว่า ควรตรวจเช็กระบบไฟอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจพบไฟรั่วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น เบรกเกอร์ตัดบ่อยหรือมีไฟดูดเล็กน้อย สามารถช่วยลดความเสี่ยงไฟไหม้และอุบัติเหตุไฟฟ้าได้อย่างมาก
วิธีเช็กไฟรั่วในบ้าน เรื่องง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง
แม้ไฟรั่วจะดูอันตราย แต่จริง ๆ แล้วสามารถเช็กเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง โดย วิธีเช็กไฟรั่ว มี 5 วิธีที่นิยมใช้ ไม่ว่าจะเป็น ใช้ไขควงวัดไฟ, ตรวจสอบ RCD/RCCB, วัดกระแสไฟรั่วด้วยแคลมป์มิเตอร์, วัดค่าความต้านทานฉนวน และใช้มัลติมิเตอร์ แล้วแต่ละวิธีเช็กยังไงบ้าง มาดูกันเลย!
วิธีที่ 1 วัดกระแสไฟรั่วโดย ใช้ไขควงวัดไฟ (Test Pen)

เป็นหนึ่งในวิธีเช็กไฟรั่วยอดนิยม เพราะใช้งานง่าย เหมาะสำหรับตรวจเช็กปลั๊กไฟ สวิตช์ หรือโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และไมโครเวฟ ว่ามีไฟรั่วออกมาหรือไม่
วิธีเช็กไฟรั่วด้วยไขควง
- จับไขควงวัดไฟบริเวณด้ามจับให้ถูกตำแหน่ง
- ใช้นิ้วแตะที่ด้านท้ายของไขควง (จุดสัมผัสโลหะ)
- นำปลายไขควงไปแตะบริเวณที่ต้องการตรวจสอบ
- สังเกตหลอดไฟภายในไขควง
- หากไฟไม่ติด → ปกติ ไม่มีไฟรั่ว
- หากไฟติด หรือสว่างผิดปกติ → แสดงว่ามีไฟรั่วบริเวณนั้น
ข้อควรระวังในการใช้ไขควงวัดกระแสไฟรั่ว
หลีกเลี่ยงการตรวจสอบในพื้นที่เปียกน้ำหรือขณะมือเปียกเด็ดขาด เพราะอาจเสี่ยงไฟดูดได้
วิธีที่ 2 ใช้ปากกาทดสอบแรงดันไฟฟ้า (Voltage Tester)

ปากกาวัดไฟ ใช้สำหรับตรวจสอบเบื้องต้นว่ามี “แรงดันไฟฟ้า” หรืออาจมีไฟรั่วอยู่หรือไม่ แต่ไม่สามารถวัดปริมาณกระแสไฟรั่วได้โดยตรง จึงมีความแม่นยำในเชิงการวัดเชิงลึกค่อนข้างจำกัด
วิธีเช็กไฟรั่วด้วยปากกาวัดไฟ
- เตรียมปากกาวัดไฟ โดยการตรวจสอบให้แน่ใจว่าปากกาวัดไฟมีแบตเตอรี่และทำงานได้ปกติ
- กดสวิตช์เปิดการทำงานของปากกาวัดไฟ (หากมีปุ่มเปิด/ปิด)
- จากนั้น นำปลายปากกาวัดไฟไปจ่อใกล้ ๆ หรือสัมผัสกับบริเวณที่ต้องการตรวจสอบ เช่น เต้ารับ, สายไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า
- หากมีไฟรั่ว ปากกาจะแสดงไฟเตือนสีแดง และส่งเสียงร้อง แต่หากไม่มีไฟรั่วปากกาจะไม่มีการตอบสนองใด ๆ
ข้อควรระวังในการใช้ปากกาวัดไฟ
ปากกาวัดไฟค่อนข้างไวต่อสัญญาณรบกวน ดังนั้นหากต้องการความแม่นยำ ควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบข้างก่อนใช้งานทุกครั้ง
วิธีที่ 3 ตรวจสอบการทำงานของ RCCB

RCCB คืออุปกรณ์ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดไฟรั่ว หรือ “เบรกเกอร์กันดูด” ที่อยู่ใน ตู้ไฟฟ้า ช่วยป้องกันไฟดูด ไฟช็อต และลดความเสี่ยงอุบัติเหตุไฟฟ้าในบ้าน หากติดตั้งไว้สามารถใช้ช่วยตรวจสอบไฟรั่วเบื้องต้นได้ โดย
วิธีเช็กไฟรั่วด้วย RCCB
- เปิดระบบไฟให้ใช้งานตามปกติก่อน
- มองหาปุ่ม “TEST” บนตัว RCCB แล้วกดเพื่อทดสอบการทำงานของระบบกันไฟรั่ว
- จากนั้นปิดเบรกเกอร์ย่อยทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ RCCB
- เมื่อปิดครบแล้ว ให้เปิดเบรกเกอร์ RCCB กลับขึ้นมาอีกครั้ง
- หลังจากนั้น ค่อย ๆ ไล่เปิดเบรกเกอร์ย่อยทีละตัวอย่างช้า ๆ
- หากเปิดเบรกเกอร์ตัวไหนแล้ว RCCB ตัดทันที แสดงว่าอุปกรณ์หรือวงจรในส่วนนั้นอาจมีไฟรั่วอยู่
ข้อควรระวังในการใช้ RCCB
เพราะ RCCB ทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา จึงควรทดสอบอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อลดปัญหา RCCB ตัดเองบ่อย หรือมีไฟรั่วในระบบ
วิธีที่ 4 วัดกระแสไฟรั่วโดยใช้ แคลมป์มิเตอร์ (Clamp Meter)

เป็นวิธีที่นิยมมาก ใช้แคลมป์มิเตอร์คล้องสายไฟเพื่อตรวจวัดกระแสไฟที่รั่วไหลออกจากอุปกรณ์ โดยไม่ต้องตัดวงจร วิธีนี้นิยมใช้ตรวจสอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ที่สงสัยว่ามีไฟรั่วระหว่างใช้งาน
วิธีเช็กไฟรั่วด้วยแคลมป์มิเตอร์
- ตั้งค่าแคลมป์มิเตอร์ โดยหมุนสวิตช์ไปยังโหมด ACA (กระแสไฟสลับ) หรือ DCA (กระแสไฟตรง) ให้ตรงกับประเภทไฟที่ต้องการวัด
- เลือกจุดใดจุดหนึ่งเป็นจุดวัด เช่น สายไฟเข้าก่อนเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้า, สายไฟออกจากเบรกเกอร์ย่อย, สายรวมของวงจรนั้น
- จากนั้น กดไกปืนเพื่อเปิดก้ามปู และนำไปคล้องรอบสายไฟเพียงเส้นเดียวเพื่อวัดค่า
- ตัวเลขจะแสดงค่ากระแสไฟฟ้า (หน่วยเป็นแอมแปร์: A) บนหน้าจอ
- ถ้าปกติ ค่าจะใกล้ 0 mA หรือคลาดเคลื่อนเล็กน้อย เช่น 1-5 mA
- ถ้ามีไฟรั่ว ค่าจะสูงขึ้น เช่น 10 mA, 30 mA หรือมากกว่า
ข้อควรระวังในการใช้แคลมป์มิเตอร์
ต้องใช้แคลมป์มิเตอร์ที่ “ไวพอ” สำหรับ mA และระวังส่วนที่เป็นไฟฟ้าแรงสูง ถ้าเป็นตู้ไฟใหญ่ ควรมีช่างไฟช่วยตรวจ
วิธีที่ 5 วัดกระแสไฟรั่วโดยใช้ มัลติมิเตอร์ดิจิตอล (Digital Multimeter)

เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงที่สุด แสดงผลการวัดเป็นตัวเลขดิจิตอลบนหน้าจอ LCD หรือ LED ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับงานซ่อมแซม ทดสอบระบบไฟฟ้า หรืองานอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป
วิธีเช็กไฟรั่วด้วยมัลติมิเตอร์ดิจิตอล
- ตั้งค่ามัลติมิเตอร์ โดยเสียบสายโพรบให้ถูกช่อง แล้วเลือกโหมดวัดกระแส AC mA
- จากนั้นแยกสายไฟที่จะใช้วัดออกมาก่อน เช่น สาย L หรือ N ของเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยก่อนเริ่มแยกสายไฟ แนะนำให้ใช้ โต๊ะช่าง หน้าท็อปยาง ESD เพื่อป้องกันไฟฟ้าสถิต เพิ่มความปลอดภัย และช่วยป้องกันอุปกรณ์เสียหายจากประจุไฟฟ้าสะสม
- นำมัลติมิเตอร์ต่อ “แทรกเข้าไปในวงจร” แทนสายที่ถอดออก โดยต่อแบบอนุกรม เพื่อให้กระแสไฟไหลผ่านตัวเครื่องแทน
- หากต่อถูกต้อง กระแสไฟจะไหลผ่านมัลติมิเตอร์ และหน้าจอจะแสดงค่า mA หากปกติค่าจะเป็นศูนย์ แต่ถ้ามีไฟรั่ว ค่าจะไม่เป็นศูนย์
ข้อควรระวังในการใช้มัลติมิเตอร์ดิจิตอล
ห้ามต่อผิดโหมด และห้ามต่อแบบขนาน เพราะจะทำให้เครื่องพัง มิเตอร์อาจขาดหรือฟิวส์ขาดได้ และควรเรียกช่างไฟหากไม่มีความชำนาญ
จะเห็นได้ว่า วิธีเช็กไฟรั่วในบ้านที่เราคัดมาให้ ไม่ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมคะ แต่ไม่ว่าจะมีวิธีเช็กดีแค่ไหน การคอยสังเกตสัญญาณเล็ก ๆ ที่ผิดปกติภายในบ้านก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งตรวจพบปัญหาได้เร็ว ก็ยิ่งช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ให้ทุกมุมของบ้านปลอดภัย อุ่นใจ และพร้อมใช้งานได้ในทุกวัน⚡🏠
สำหรับใครที่ยังลังเลว่าจะเลือกแบรนด์ไหนมาเป็นผู้ช่วยงานช่าง Kacha คืออีกตัวเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะเราคัดสรรอุปกรณ์คุณภาพ พร้อมให้คำแนะนำอย่างผู้เชี่ยวชาญ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 092-262-6250 หรือ Line: @kachathai และยังสามารถแวะเข้ามาชมสินค้าจริงได้ที่โชว์รูม 658 ซ.เจริญกรุง 67 ยานนาวา สาทร (ใกล้ BTS สะพานตากสิน) เรายินดีดูแลและให้คำแนะนำทุกขั้นตอน
เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารสำคัญ และโปรโมชั่นพิเศษมากมาย สามารถติดตามเราผ่านช่องทางต่างๆได้หลากหลายช่องทางตามด้านล่างนี้เลย





